เอชไอวีป้องกันง่ายกว่ารักษา

เอชไอวีป้องกันง่ายกว่ารักษา

เอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คหลายคนหวาดกลัวการติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นโรคที่น่ากลัว และไม่มีทางรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สาธารณสุข และองค์กรที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้ความรู้ประชาชนถึงวิธีการที่สามารถช่วยป้องกันและหลีกเลี่ยงการมิให้ตนเอง และครอบครัวติดเชื้อเอชไอวีนี้ได้

เอชไอวีคืออะไร?

เอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อของโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

  1. ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์ในปริมาณมากก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์สูงตามไปด้วย เชื้อเอดส์จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด และน้ำนมแม่ ตามลำดับ ส่วนในน้ำลายหรือน้ำตา จะมีเชื้อเอชไอวีอยู่น้อยมาก จนไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่นได้
  2. การมีบาดแผล หากมีบาดแผลบริเวณผิวหนังหรือในปากก็ย่อมทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอดส์สูง เพราะเชื้อเอชไอวี สามารถเข้าสู่บาดแผลได้ง่าย
  3. ความบ่อยในการสัมผัสเชื้อ หากมีการสัมผัสเชื้อไวรัสบ่อย โอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีสูงขึ้น เช่น นักวิจัยที่ต้องทำการทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัส เอชไอวี เป็นต้น
  4. การติดเชื้อแบบอื่น ๆ เช่น แผลเริม ซึ่งแผลชนิดนี้จะมีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่บริเวณแผลเป็นจำนวนมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเชื้อเอดส์ก็ยังเข้าสู่บาดแผลได้ง่ายขึ้นด้วย
  5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว โอกาสที่จะติดเชื้อก็เป็นไปได้ยาก แต่หากสุขภาพอ่อนแอ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเช่นกัน
  6. ช่องทางที่ทำให้เกิดการสัมผัส หรือส่งต่อเชื้อได้โดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งเป็นการส่งต่อเชื้อกันโดยตรง โดยกรณีของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุช่องคลอด เยื่อบุช่องทวาร หรือบริเวณเยื่อบุอ่อนปลายอวัยวะเพศชาย
  7. เชื้อเอชไอวีที่ติดต่อได้ต้องเป็นเชื้อเอชไอวี ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น เข้าไปในกระแสเลือด ช่องคลอด ช่องทวารหนัก เป็นต้น แต่ถ้าเชื้อออกมาและอยู่ในที่ร้อน แห้ง หรือนอกร่างกาย เชื้อจะด้อยคุณภาพและไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่นได้

ตรวจเอชไอวีเมื่อไหร่

ควรตรวจหาเชื้อเอดส์เมื่อไหร่

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ที่ใช้เข็มหรือหลอดฉีดยาร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ที่เกิดในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูง (การรู้ว่าประเทศเกิดของแม่คุณช่วยได้)
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันกับคู่นอนมากกว่าหนึ่งคนในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา และ/หรือ
  • ผู้ที่คู่ของคุณอาศัยอยู่กับเอชไอวีและไม่ใช้ยาเพื่อควบคุม
  • ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรือแต่งงาน
  • ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนมีพฤติกรรมเสี่ยง
  • ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของแม่และตัวเด็ก
  • ผู้ที่จะเดินไปทำงานต่างประเทศ เพราะต้องการข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพร่างกาย

ระยะของการติดเชื้อเอชไอวี มีทั้งหมด 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะไม่ปรากฏอาการ ในระยะนี้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนั้นจะไม่ปรากฏอาการผิดปกติใด ๆ ให้เห็น จึงดูเหมือนคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่อาจจะมีอาการป่วยเล็กน้อย โดยเฉลี่ยนั้น จากระยะแรกเข้าสู่ระยะที่ 2 จะใช้เวลาประมาณ 7 – 8 ปี แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการอยู่ได้นานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นๆได้ เพราะว่าผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่ในระยะแรก ยังไม่ทราบว่าตัวเองนั้นติดเชื้อแล้ว
  2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ หรือ ระยะปรากฏอาการ ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติปรากฏให้เห็นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตติดต่อกันนานหลายเดือน มีเชื้อราบริเวณในปาก โดยเฉพาะกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุเกิน 1 เดือน เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด และอื่น ๆ ในระยะนี้อาจมีอาการอยู่เป็นปี ก่อนพัฒนาลุกลามกลายเป็นเอดส์เต็มขึ้นในระยะต่อไป
  3. ระยะเอดส์เต็มขั้นหรือระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปเยอะมาก ซึ่งทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และร่างกายก็ไม่สามารถขจัดเชื้อโรคเหล่านี้ออกไปจากร่างกายได้  ซึ่งมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อชนิดใด และเกิดขึ้นบริเวิณอวัยวะส่วนใดของร่างกาย เช่น หากติดเชื้อวัณโรคที่ปอด อาการที่พบจะมีไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด แต่ถ้าเป็นเยื้อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรวดแรง อาเจียน คอแข็ง คลื่นไส้ และถ้าเป็นอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทก็จะมีอาการซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง ความจำเสื่อม ซึ่งพบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะสุดท้ายนี้ จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 – 2 ปีเท่านั้น

อาการของโรคเอชไอวี/โรคเอดส์ โดยทั่วไป จะมีดังนี้

  • ปอดอักเสบ
  • สูญเสียความจำ อาการซึมเศร้าและอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • ท้องเสียเรื้อรังนานกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • เหนื่อยผิดปกติ
  • อาการไข้ที่กลับมาเป็นซ้ำๆ
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
  • มีผื่นตามผิวหนัง ในช่องปาก จมูกและเปลือกตา
  • แผลที่ริมฝีปาก อวัยวะเพศและทวารหนัก
  • อาการบวมที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้และขาหนีบ

การรักษาเอชไอวี

การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การรักษาเอชไอวีมีหลายประเภท รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) และการป้องกันโรคก่อนการสัมผัส (PrEP)

ยารักษาอาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ที่ได้รับการรับรองมากกกว่า 25 ชนิด เรียกว่า ยาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral drugs หรือเรียกย่อว่า ARV) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อ เอชไอวี รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคสู่คนอื่น

การรักษาอาการติดเชื้อเอชไอวีประกอบด้วยการใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่ม ARV หลายชนิดรวมกันเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ หรือเรียกว่า Antiretroviral therapy (ART) วิธีการนี้เป็นการรักษาโรคโดยการควบคุมไวรัสไม่ให้ขยายพันธุ์ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสู่คนอื่น 

หากมีความกังวลว่าตัวเองอาจเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง (3 วัน) สามารถใช้ยา ARV หลังสัมผัสโรค (post-exposure prophylaxis หรือชื่อย่อว่า PEP) เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ ผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับยาให้เร็วที่สุดภายในเวลา 3 วันหลังจากสัมผัสเชื้อเอชไอวีเพื่อให้การป้องกันได้อย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ ยา ARV สามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสโรค (Pre-exposure prophylaxis หรือชื่อย่อว่า PrEP) ใช้ในผู้ไม่มีเชื้อเอชไอวีแต่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูง และต้องการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อต้องรับประทานยาทุกวันเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

แพทย์จะให้ผู้ป่วยใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพื่อป้องการดื้อยา และจะต้องรับประทานยาอย่างเคร่งครัด และผู้ติดเชื้อยังต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นและช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลิกสูบบุหรี่

ป้องกันเอชไอวี 

ป้องกันติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างไร

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ 
  • ก่อนสมรส หรือมีลูก ควรมีการตรวจเลือด
  • งดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
  • พาคู่รักและตนเองไปตรวจเลือด หรือรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ 
  • หลีกเลี่ยงการสักตามผิวหนัง การเจาะส่วนต่างๆของร่างกายเพราะสถานบริการบางแห่งอาจรักษาความสะอาดของเครื่องมือไม่ดีพอ

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

เอชไอวี (HIV) และการตรวจหาเชื้อ
อาการ HIV เป็นอย่างไร? เป็นเอดส์รักษาหายไหม?

เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี

เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV

ถึงแม้ว่าโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะมีมานานมากแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความรู้ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี ทำให้ปัจจุบันต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี หรือการเผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง

เอชไอวี คืออะไร

เชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่จะเข้าไปกัดกินทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

โรคเอดส์ คืออะไร

เอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome – AIDS) คือ กลุ่มอาการของการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนต่างๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกเชื้อเอชไอวีทำลายจนไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเหล่านี้ได้

สาเหตุการติดเชื้อเอชไอวี

สามารถติดเชื้อเอชไอวีโดยการสัมผัสกับเลือด น้ำอสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้แต่น้ำนมแม่ สาเหตุการแพร่เชื้อส่วนใหญ่มาจากการมีเพศสัมพันธ์และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือส่งผ่านจากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์

เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างเช่น

HIVกับAIDS คนละตัวกัน

โรคเอดส์ กับ เชื้อ HIV เป็นคนละตัวกัน

HIV คือ เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  ส่วนโรคเอดส์ คือ โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เชื้อเอชไอวีทำลาย

โรคเอดส์ ยังมีโอกาสรอดชีวิต

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาโรคเอดส์ได้โดยตรง แต่ถ้าหากตรวจพบในระยะที่ยังเป็นการติดเชื้ออยู่ สามารถทานยาต้านไวรัส เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำร้ายภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนเกิดอาการความผิดปกติออกมา ดังนั้นหากตรวจพบเชื้อได้เร็ว ก็จะยิ่งควบคุมเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ง่าย จนไม่เชื้อไม่พัฒนาเป็นโรคเอดส์ที่สมบูรณ์ โอกาสรอดก็มีสูงขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป

คนเป็นเอดส์ ติดเชื้อเอชไอวีต้องเสียชีวิตด้วยอาการแผล ตุ่ม หนอง

อาการแผล ตุ่ม หนอง หรือ ผื่น ที่เกิดขึ้นในผู้ติดเชื้อ เป็นอาการทางผิวหนังของระยะการเป็นโรคของการติดเชื้อ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาที่รักษาการติดเชื้อ ก็ได้  ซึ่งไม่ว่าผื่นนั้นจะเกิดจากการใช้ยา หรือจากตัวเชื้อไวรัสเอง โดยส่วนใหญ่ผื่นนั้นจะมีสีแดงแบนบนผิวหนังและมีตุ่มนูนแดงอยู่ด้านบน

ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือคนที่สำส่อนในเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อไม่ได้เกิดจากเพศสัมพันธ์เท่านั้น หลายคนที่อาจติดเชื้อเอชไอวี จากแม่ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อก็เป็นได้

ไม่ติดต่อกันผ่านทาง กอด จูบ

เชื้อเอชไอวี ไม่ใช่ไข้หวัดที่จะติดต่อกันได้ง่าย

  • เชื้อเอชไอวี จะไม่ติดต่อกันผ่านทาง กอด จูบ (ยกเว้นกรณีที่มีแผลในปาก แล้วจูบแลกน้ำลายกัน) 
  • ทานข้าวร่วมกัน จานเดียวกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน หรือแม้แต่ใช้ช้อน ส้อมคันเดียวกัน
  • มีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย 
  • ลมหายใจ 
  • ใช้สิ่งของอุปโภคร่วมกัน ใช้สบู่ ครีมอาบน้ำ แชมพู ยาสีฟัน ร่วมกัน
  • การใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ยิม
  • การสัมผัสที่ฝารองนั่งในห้องน้ำ, ลูกบิดประตู หรือที่จับ

เชื้อเอชไอวีแพร่ผ่านการสัมผัส น้ำตา เหงื่อ น้ำลาย หรือปัสสาวะได้

จริง ๆ แล้ว เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่ผ่านการสัมผัส น้ำตา เหงื่อ น้ำลาย หรือปัสสาวะ

วิธีการรักษาแบบแปลก ๆ สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้

  • การอาบน้ำหลังจากมีเพศสัมพันธ์ 
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ยังบริสุทธิ์อยู่ สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้

ยุงแพร่เชื้อเอชไอวีได้

ถึงแม้ว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่เชื้อผ่านทางเลือดของผู้ติดเชื้อไปสู่คนอื่นได้  แต่ไม่สามารถติดเชื้อเอชไอวีจากการถูกแมลงกัด หรือถูกแมลงดูดเลือดได้  เพราะ เมื่อถูกแมลงกัด แมลงเหล่านั้นไม่ได้ฉีดเลือดของคน หรือสัตว์ที่พวกมันกัดก่อนหน้านี้ ใส่คนที่มันกัดต่อหลังจากนั้น เนื่องจากเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ภายในตัวของแมลงเหล่านั้น

เราไม่อาจติดเชื้อเอชไอวีได้จากการทำออรัลเซ็กส์

การทำออรัลเซ็กส์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าการมีเพศสัมพันธ์บางรูปแบบ อัตราการแพร่เชื้อน้อยกว่า 4 ครั้ง จากการทำออรัลเซ็กส์ 10,000 ครั้ง แต่คุณอาจติดเชื้อเอชไอวีได้จากการทำออรัลเซ็กส์กับชายหรือหญิงที่มีเชื้อเอชไอวี จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอ แม้แต่การทำออรัลเซ็กส์

เราไม่อาจติดเอชไอวีได้ ถ้าเราสวมถุงยาง

ถุงยางอนามัยไม่สามารถป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวีได้ ในกรณีที่ถุงยางเกิดแตก, หลุด, หรือรั่ว ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  ก็ทำให้สามารถติดเชื้อได้อยู่

ไม่มีอาการ หมายความว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวี

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีอาจใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่มีอาการใด ๆ เลย เป็นเวลานาน 10-15 ปี พวกเขาอาจจะมีอาการเจ็บป่วยที่คล้ายกับหวัด รวมถึง การมีไข้, ปวดหัว, ผื่น, หรือเจ็บคอ ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการติดเชื้อ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจเลือด หลังจากมีความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และความปลอดภัยสำหรับตนเอง และผู้อื่น

คนที่ใช้ชีวิตร่วมกับเอชไอวีจะเสียชีวิตเร็ว

คนที่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวีเข้ารับการรักษาได้เร็ว ทานยาต้านไวรัสตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นประจำ และใช้ชีวิตตามเหมือนคนปกติได้

แม่ที่มีเชื้อเอชไอวีจะทำให้ลูกติดเชื้อไปด้วยเสมอ

ไม่จำเป็น แม่ที่ทานยาต้านไวรัสเอชไอวี สามารถมีลูกได้โดยไม่แพร่เชื้อเอชไอวีให้แก่ลูก 

การติดเชื้อในเด็ก  เกิดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา  หรือระหว่างคลอด สำหรับประเทศไทยไม่แนะนำให้ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อกินนมแม่  จึงไม่พบการติดเชื้อภายหลังการคลอด  ส่วนการติดเชื้อในบิดาจะไม่มีการติดต่อมายังบุตร

นอกจากนี้การคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้อง  (Caesaren  section)  ก่อนจะเจ็บครรภ์หรือมีน้ำเดิน  จะช่วยลดอันตรายการเกิดเชื้อในทารกลงไปได้อีก  

ผู้ติดเชื้อมีครอบครัว

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี สามารถมีครอบครัวได้

การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะทำให้มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ แต่หากอยากมีครอบครัว ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถจูงมือคู่รัก เพื่อปรึกษาแพทย์ หาทางออกในการมีครอบครัว มีบุตรโดยที่บุตรไม่ติดเชื้อ เอชไอวี ได้

ผู้ติดเชื้เอชไอวี ไม่จำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต

การทานยาต้านไวรัสตรงเวลา   และมีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ มีโอกาสที่เชื้อไว้รัสเอชไอวี จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนอาจสามารถหยุดทานยาได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอประกอบด้วย

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

วิธีการอ่านผลของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI)

จากการพัฒนาด้านการแพทย์ที่ก้าวล้ำไปสู่การคิดค้นเครื่องมือ ที่สามารถใช้ตรวจวินิจฉัยโรคหรืออาการเบื้องต้นได้เอง เป็นแนวทางที่เรียกได้ว่าตรงกับความต้องการของการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับหลากหลายชุดตรวจที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ชุดตรวจครรภ์ ชุดตรวจซิฟิลิส เครื่องวัดระดับน้ำตาล (โรคเบาหวาน) และที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกนั่นก็คือ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง  เนื่องจากเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับลักษณะของอาการไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนกับโรคอื่น ๆ จึงเป็นที่ทราบกันดีว่าการตรวจพบเชื้อโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาที่ไม่นำไปสู่อาการของโรคฉวยโอกาสตามมาภายหลังได้

ทั้งนี้การตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน ได้มีแนวทางที่มากยิ่งขึ้นจากเดิมด้วยการคิดค้นชุดตรวจที่สามารถตรวจคัดกรองเอชไอวีเบื้องต้นได้ นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงและไม่สะดวกเข้ารับการตรวจยังสถานพยาบาล อาจด้วยความต้องการความเป็นส่วนตัวสูง รวมไปถึงความสะดวกในการใช้งาน ที่ทราบผลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสถานพยาบาล ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเพื่อให้ได้รับผลตรวจที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการตรวจคัดกรองโดยแพทย์

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI) ทางเลือกที่คุณมั่นใจได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีในการตรวจเอชไอวี ได้พัฒนามาสู่มือของคนทั่วไปได้สะดวกและง่ายดาย ด้วยการออกแบบชุดอุปกรณ์ที่ไม่ว่าใคร ก็สามารถใช้ตรวจเอชไอวีด้วยตนเองแบบเบื้องต้นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้ด้านการแพทย์หรือไม่เคยมีประสบการณ์การตรวจมาก่อนก็ตาม ชุดตรวจเอชไอวี INSTI นับว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่ใช้รูปแบบการเจาะเลือดจากปลายนิ้วมือเพื่อการวินิจฉัยเพียง 1 หยดเท่านั้น  โดยการตรวจหาปริมาณแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี-1 และเอชไอวี-2 ซึ่งเป็นวิธีการที่แม่นยำสูงถึง 99%

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองโดยทั่วไปแล้วมักจะตรวจพบเชื้อได้ต่อเมื่อ ผู้ตรวจติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ชุดตรวจของ INSTI ได้ชื่อว่าเป็นชุดตรวจที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนี้ เพราะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมกว่า ซึ่งสามารถพบเชื้อเอชไอวีได้เร็วว่า 2 สัปดาห์ มากไปกว่านั้นคือสามารถทราบผลเลือดได้เร็วใน 1 นาทีเท่านั้น ประกอบกับได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสากล พร้อมกับผ่านการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการพัฒนาชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองให้มีความปลอดภัยแและได้มาตรฐานที่มั่นใจได้มากที่สุด

ส่วนประกอบของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI)

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดเบื้องต้นหลังจากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่มั่นใจว่า ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง จะมีความผลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ ข้อสงสัยเหล่านี้จะหมดไปอย่างแน่นอน เนื่องจากชุดตรวจของ INSTI ได้มีข้อแนะนำการใช้งานรวมไปถึงข้อชี้แนะเกี่ยวกับการอ่านผลตรวจไว้ให้ภายในชุดตรวจ ซึ่งได้มีการระบุการแสดงผลไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังได้แนะนำแนวทางในการที่เหมาะสมหลังจากทราบผลเลือด โดยผู้ตรวจจะต้องเข้าใจทุกชิ้นส่วนของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง อินสติ (INSTI) ก่อนเป็นอันดับแรก คือ

  • เข็มที่ใช้ในการเจาะเลือดด้วยตัวเอง บริเวณปลายนิ้ว จำนวน 1 ชิ้น
  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจ  จำนวน 1 ชิ้น
  • พลาสเตอร์ปิดแผล สำหรับพันแผลหลังจากเจาะ จำนวน 1 ชิ้น
  • น้ำยาเจือจาง ฝาสีแดง ขวดหมายเลข 1 จำนวน 1 ขวด
  • น้ำยาปรับสี ฝาสีน้ำเงิน ขวดหมายเลข 2  จำนวน 1 ขวด
  • น้ำยาปรับความชัด ฝาขาวใส ขวดหมายเลข 3 จำนวน 1 ขวด

การอ่านผล ชุดตรวจเอชไอวี อินสติ (INSTI)

เมื่อผู้ตรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจที่ได้แนะนำไว้โดยละเอียดแล้ว สิ่งที่รอคอยนั่นก็คือผลการตรวจเอชไอวีที่สามารถทราบได้ใน 1 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่ารวดเร็วและแม่นยำ ตอบโจทย์การตรวจด้วยตนเองอย่างมาก ซึ่งผลการตรวจแน่นอนว่าจะออกผลเป็น 3 อย่าง  คือ 

ไม่เกิดปฏิกิริยา (NON-REACTIVE)

เป็นผลการตรวจเอชไอวีที่แสดงให้เห็นว่าไม่พบเชื้อในร่างกาย ซึ่งชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจะแสดงผลเฉพาะบริเวณจุดด้านบนเท่านั้น (จุดใกล้เคียงกับ C) *ทั้งนี้ผู้ตรวจจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าชุดตรวจมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบได้ หากว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีในระยะฟักตัว หรือช่วง 2 สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือน โดยปัจจัยสำคัญคือภูมิต้านทานของแต่ละคน ดังนั้นเพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ตรวจควรเว้นระยะการตรวจซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าไม่พบเชื้อจริง รวมถึงหมั่นสังเกตอาการของตนให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 เกิดปฏิกิริยา (REACTIVE) 

เป็นผลการตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยชุดตรวจจะแสดงผลทั้ง 2 จุดอย่างชัดเจน หรือ บางกรณีจุดที่ใกล้กับตัว C อาจชัดกว่าจุดถัดไป ยังนับว่าเป็นมีโอกาสสูงที่ผู้ตรวจอาจได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสิ่งที่ควรทำต่อจากการทราบผลคือควรเข้ารับการตรวจยืนยันอีกครั้งจากแพทย์ภายในสถานพยาบาล และเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ไม่สามารถแปลผลได้ (INVALID RESULT)

เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก เนื่องจากส่งผลจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย ผู้ตรวจเจาะเลือดได้ในปริมาณน้อยเกินไป หรือ ปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ครบถ้วน เป็นต้น โดยที่ชุดตรวจจะไม่แสดงผลใด ๆ ให้เห็น หรือ แสดงเพียงจุดด้านล่างเท่านั้น 

การอ่านผลตรวจจากชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง INSTI ถือเป็นรูปแบบการอ่านค่าพื้นฐานที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย หากผู้ตรวจได้อ่านทำความเข้าใจเอกสารคู่มือที่ได้แนบมาภายในชุดตรวจอย่างละเอียด ประกอบกับทำตามขั้นตอนการตรวจด้วยตนเองครบถ้วนอย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่าผลตรวจที่ออกมาย่อมมีความแม่นยำเชื่อถือได้ ทั้งนี้ผู้ตรวจควรรับมือกับผลการตรวจอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการป้องกันมากที่สุด ตลอดจนการเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันจากแพทย์อีกครั้งเมื่อทราบผลว่าตนติดเชื้อเอชไอเอชวี

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม