เอชไอวีป้องกันง่ายกว่ารักษา

เอชไอวีป้องกันง่ายกว่ารักษา

เอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คหลายคนหวาดกลัวการติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นโรคที่น่ากลัว และไม่มีทางรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สาธารณสุข และองค์กรที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องให้ความรู้ประชาชนถึงวิธีการที่สามารถช่วยป้องกันและหลีกเลี่ยงการมิให้ตนเอง และครอบครัวติดเชื้อเอชไอวีนี้ได้

เอชไอวีคืออะไร?

เอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อของโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

  1. ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์ในปริมาณมากก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์สูงตามไปด้วย เชื้อเอดส์จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด และน้ำนมแม่ ตามลำดับ ส่วนในน้ำลายหรือน้ำตา จะมีเชื้อเอชไอวีอยู่น้อยมาก จนไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่นได้
  2. การมีบาดแผล หากมีบาดแผลบริเวณผิวหนังหรือในปากก็ย่อมทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอดส์สูง เพราะเชื้อเอชไอวี สามารถเข้าสู่บาดแผลได้ง่าย
  3. ความบ่อยในการสัมผัสเชื้อ หากมีการสัมผัสเชื้อไวรัสบ่อย โอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีสูงขึ้น เช่น นักวิจัยที่ต้องทำการทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัส เอชไอวี เป็นต้น
  4. การติดเชื้อแบบอื่น ๆ เช่น แผลเริม ซึ่งแผลชนิดนี้จะมีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่บริเวณแผลเป็นจำนวนมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเชื้อเอดส์ก็ยังเข้าสู่บาดแผลได้ง่ายขึ้นด้วย
  5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว โอกาสที่จะติดเชื้อก็เป็นไปได้ยาก แต่หากสุขภาพอ่อนแอ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเช่นกัน
  6. ช่องทางที่ทำให้เกิดการสัมผัส หรือส่งต่อเชื้อได้โดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งเป็นการส่งต่อเชื้อกันโดยตรง โดยกรณีของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุช่องคลอด เยื่อบุช่องทวาร หรือบริเวณเยื่อบุอ่อนปลายอวัยวะเพศชาย
  7. เชื้อเอชไอวีที่ติดต่อได้ต้องเป็นเชื้อเอชไอวี ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น เข้าไปในกระแสเลือด ช่องคลอด ช่องทวารหนัก เป็นต้น แต่ถ้าเชื้อออกมาและอยู่ในที่ร้อน แห้ง หรือนอกร่างกาย เชื้อจะด้อยคุณภาพและไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่นได้

ตรวจเอชไอวีเมื่อไหร่

ควรตรวจหาเชื้อเอดส์เมื่อไหร่

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ที่ใช้เข็มหรือหลอดฉีดยาร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ที่เกิดในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูง (การรู้ว่าประเทศเกิดของแม่คุณช่วยได้)
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันกับคู่นอนมากกว่าหนึ่งคนในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา และ/หรือ
  • ผู้ที่คู่ของคุณอาศัยอยู่กับเอชไอวีและไม่ใช้ยาเพื่อควบคุม
  • ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรือแต่งงาน
  • ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนมีพฤติกรรมเสี่ยง
  • ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของแม่และตัวเด็ก
  • ผู้ที่จะเดินไปทำงานต่างประเทศ เพราะต้องการข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพร่างกาย

ระยะของการติดเชื้อเอชไอวี มีทั้งหมด 3 ระยะ ดังนี้

  1. ระยะไม่ปรากฏอาการ ในระยะนี้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนั้นจะไม่ปรากฏอาการผิดปกติใด ๆ ให้เห็น จึงดูเหมือนคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่อาจจะมีอาการป่วยเล็กน้อย โดยเฉลี่ยนั้น จากระยะแรกเข้าสู่ระยะที่ 2 จะใช้เวลาประมาณ 7 – 8 ปี แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการอยู่ได้นานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นๆได้ เพราะว่าผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่ในระยะแรก ยังไม่ทราบว่าตัวเองนั้นติดเชื้อแล้ว
  2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ หรือ ระยะปรากฏอาการ ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติปรากฏให้เห็นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตติดต่อกันนานหลายเดือน มีเชื้อราบริเวณในปาก โดยเฉพาะกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุเกิน 1 เดือน เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด และอื่น ๆ ในระยะนี้อาจมีอาการอยู่เป็นปี ก่อนพัฒนาลุกลามกลายเป็นเอดส์เต็มขึ้นในระยะต่อไป
  3. ระยะเอดส์เต็มขั้นหรือระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายลงไปเยอะมาก ซึ่งทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และร่างกายก็ไม่สามารถขจัดเชื้อโรคเหล่านี้ออกไปจากร่างกายได้  ซึ่งมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อชนิดใด และเกิดขึ้นบริเวิณอวัยวะส่วนใดของร่างกาย เช่น หากติดเชื้อวัณโรคที่ปอด อาการที่พบจะมีไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด แต่ถ้าเป็นเยื้อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรวดแรง อาเจียน คอแข็ง คลื่นไส้ และถ้าเป็นอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทก็จะมีอาการซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง ความจำเสื่อม ซึ่งพบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะสุดท้ายนี้ จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 – 2 ปีเท่านั้น

อาการของโรคเอชไอวี/โรคเอดส์ โดยทั่วไป จะมีดังนี้

  • ปอดอักเสบ
  • สูญเสียความจำ อาการซึมเศร้าและอาการทางระบบประสาทอื่นๆ
  • ท้องเสียเรื้อรังนานกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • เหนื่อยผิดปกติ
  • อาการไข้ที่กลับมาเป็นซ้ำๆ
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
  • มีผื่นตามผิวหนัง ในช่องปาก จมูกและเปลือกตา
  • แผลที่ริมฝีปาก อวัยวะเพศและทวารหนัก
  • อาการบวมที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้และขาหนีบ

การรักษาเอชไอวี

การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

การรักษาเอชไอวีมีหลายประเภท รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) และการป้องกันโรคก่อนการสัมผัส (PrEP)

ยารักษาอาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ที่ได้รับการรับรองมากกกว่า 25 ชนิด เรียกว่า ยาต้านรีโทรไวรัส (antiretroviral drugs หรือเรียกย่อว่า ARV) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อ เอชไอวี รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคสู่คนอื่น

การรักษาอาการติดเชื้อเอชไอวีประกอบด้วยการใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่ม ARV หลายชนิดรวมกันเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ หรือเรียกว่า Antiretroviral therapy (ART) วิธีการนี้เป็นการรักษาโรคโดยการควบคุมไวรัสไม่ให้ขยายพันธุ์ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสู่คนอื่น 

หากมีความกังวลว่าตัวเองอาจเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง (3 วัน) สามารถใช้ยา ARV หลังสัมผัสโรค (post-exposure prophylaxis หรือชื่อย่อว่า PEP) เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ ผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับยาให้เร็วที่สุดภายในเวลา 3 วันหลังจากสัมผัสเชื้อเอชไอวีเพื่อให้การป้องกันได้อย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ ยา ARV สามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสโรค (Pre-exposure prophylaxis หรือชื่อย่อว่า PrEP) ใช้ในผู้ไม่มีเชื้อเอชไอวีแต่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูง และต้องการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อต้องรับประทานยาทุกวันเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

แพทย์จะให้ผู้ป่วยใช้ยาหลายตัวร่วมกันเพื่อป้องการดื้อยา และจะต้องรับประทานยาอย่างเคร่งครัด และผู้ติดเชื้อยังต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นและช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลิกสูบบุหรี่

ป้องกันเอชไอวี 

ป้องกันติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างไร

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ 
  • ก่อนสมรส หรือมีลูก ควรมีการตรวจเลือด
  • งดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
  • พาคู่รักและตนเองไปตรวจเลือด หรือรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ 
  • หลีกเลี่ยงการสักตามผิวหนัง การเจาะส่วนต่างๆของร่างกายเพราะสถานบริการบางแห่งอาจรักษาความสะอาดของเครื่องมือไม่ดีพอ

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • โรคเอดส์ การติดต่อ และการป้องกันที่ทุกคนควรรู้ http://www.klonghaecity.go.th/news/detail/175494/data.html
  • ปัจจัยและโอกาสเสี่ยงในการรับเชื้อเอชไอวี
    https://www.health-iv.com/บทความ/โรคติดต่อ-เพศสัมพันธ์/ปัจจัยและโอกาสเสี่ยงในการรับเชื้อเอชไอวี/
  • ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์
    https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2016/hiv-aids-infection-treatment

อาการ HIV เป็นอย่างไร? เป็นเอดส์รักษาหายไหม?

ปัญหาการติดเชื้อ HIV และเอดส์ เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตทั่วโลก และยังเป็นโรคที่คุกคามมนุษยชาติที่ร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งในปัจจุบันนี้ เนื่องจากยังเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ด้วยการทานยาต้านไวรัส เพื่อสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป

การติดเชื้อ HIV ไม่เท่ากับ โรคเอดส์ เสมอไป!

เอชไอวีเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ เมื่อมีคนติดเชื้อเอชไอวี พวกเขายังสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปีก่อนที่จะเกิดโรคเอดส์ที่สมบูรณ์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) อีกนัยหนึ่งก็คือ โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถกินยาเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเอดส์ได้ 

อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง

1. สังเกตว่าตัวเอง มีความเหนื่อยมาก โดยไม่มีสาเหตุหรือไม่ โดยเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาแม้พึ่งจะนอนมาเต็มอิ่มหรือเปล่า ถ้าอาการเหล่านี้ยังคงอยู่นานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ก็ควรไปตรวจเลือดให้มันใจว่าไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี

2. สังเกตว่ามีไข้ หรือมีเหงื่อออกมาก ในตอนกลางคืนหรือไม่  การมีไข้ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ เพราะอาการเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้น ของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะเป็นระยะของการติดเชื้อเริ่มแรก หรือระยะเฉียบพลัน บางคนอาจจะไม่มีอาการเหล่านี้ แต่บางคนก็จะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น  หลังจากติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์

3. สังเกตว่าต่อมที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบนั้นบวมหรือไม่ หากต่อมน้ำเหลืองมีการบวมแสดงว่ามีการตอบสนองต่อการติดเชื้อของร่างกายซึ่งจะเกิดในช่วงแรกกับผู้ติดเชื้อบางคนจะไม่ได้มีอาการนี้ทุกคน

4. สังเกตว่ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียหรือไม่ อาการเหล่านี้จะเกิดร่วมกันกับไข้หวัดใหญ่ แต่ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือน ของการติดเชื้อเอชไอวีในระยะเริ่มแรกได้เช่นกัน เพราะถ้าอาการเหล่านี้คงอยู่เป็นเวลานาน ควรที่จะรีบเข้ารับการตรวจเลือดโดยเร็ว

5. สังเกตว่ามีแผลเปื่อย ตามบริเวณปาก หรืออวัยวะเพศหรือไม่ เพราะถ้าคุณมีแผลเปื่อยตามบริเวณปากควบคู่ไปกับอาการอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะถ้าปกติแล้วคุณไม่ค่อยมีเป็นแผลเปื่อยบริเวณปาก นี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณ ของการติดเชื้อเอชไอวีขั้นต้นได้ และการเป็นแผลเปื่อยที่อวัยวะเพศ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

6. สังเกตว่ามีผื่น มีรอยฟกช้ำและอักเสบบนผิวหนังหรือไม่ โดยผื่นจะขึ้นเป็นหย่อมๆ มีรอยฟกช้ำเป็นจุดบนผิวหนัง รอยจ้ำเลือด โดยผื่นจะลามขยายตัวเป็นวงกว้างแล้วค่อยๆหายไป เช่น ผื่นโรคเริม งูสวัด หูดข้าวสุก หรือเชื้อรา ขึ้นตามร่างกาย

7. สังเกตว่าน้ำหนักลดลง ถ่ายหนัก อุจจาระร่วงหรือไม่ โดยน้ำหนักลดลงในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างผิดวิสัย

8. สังเกตมีอาการไอแบบแห้งๆ เรื้อรังติดต่อเป็นระยะเวลานานหรือไม่ อาจมีอาการหายใจติดขัด หอบ เหนื่อยร่วมด้วย

9. สังเกตว่ามีอาการสมาธิสั้น กระวนกระวาย ขี้กังวลและหงุดหงิดง่ายขึ้นหรือไม่ และอาจทำให้มีความจำสั้นมากขึ้นด้วย

10. สังเกตว่าเล็บมีรูปร่างและสีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เช่น บิดโค้งงอ แยกชั้น ไม่มันเงา

11. สังเกตอาการชาตามนิ้วมือและนิ้วเท้าหรือไม่ อาการมือและเท้าชา หมดแรง ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ตามต้องการ

12. สังเกตว่ามีฝ้าขาวในปากหรือลิ้นหรือไม่  ฝ้าขาวในปาก ลิ้น และในลำคอ อาจเกิดขึ้นนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป

12. สังเกตว่าตนเองนั้นได้เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงจากการเชื้อเอชไอวี ซึ่งการฟักตัวกลายเป็นโรคเอดส์แบบเต็มขั้นซึ่งจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว และจะก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย

ตุ่มเอดส์

ตุ่มเอดส์ อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV

ตุ่ม AIDS  หรือที่บางคนชอบเรียกว่า ผื่นหรือตุ่ม HIV ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของการติดเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายมักเกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกหลังรับเชื้อ 

AIDS Blister เป็นอาการของการติดเชื้อเอชไอวี ตุ่มพองเป็นแผลที่เต็มไปด้วยของเหลวที่ไม่เจ็บปวด ซึ่งมักปรากฏที่หลังส่วนล่างของปากในช่วงหลายวันถึงหลายสัปดาห์หลังการติดเชื้อเอชไอวี เป็นที่รู้จักกันว่า leukoedema ในช่องปาก ซึ่งจะเกิดที่ใดก็ได้ในปาก แผลพุพองจากโรคเอดส์ มักจะเปิดออกและกลายเป็นแผลดิบก่อนที่จะหายไปแล้ว ทิ้งแผลหรือตกสะเก็ดไว้เบื้องหลัง

สาเหตุของการเกิดตุ่มเอดส์

90% ของผู้ติดเชื้อไวรัส HIV จะมีอาการทางผิวหนังในบางระยะของการเป็นโรค หนึ่งในอาการนั้นก็คือ การเกิดผื่นขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อไวรัส HIV โดยตรง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาที่รักษาการติดเชื้อไวรัส HIV ก็ได้  ซึ่งไม่ว่าผื่นนั้นจะเกิดจากการใช้ยา หรือจากตัวเชื้อไวรัส HIV เอง โดยส่วนใหญ่ผื่นนั้นจะมีสีแดงแบนบนผิวหนังและมีตุ่มนูนแดงอยู่ด้านบน

ความรุนแรงของผื่น

ผื่นบางชนิดมีอาการไม่รุนแรง ในขณะที่บางชนิดจะทำให้เกิดการทำลายผิวหนังอย่างรุนแรงถึงขั้นอันตรายแก่ชีวิตได้ 

ผื่นที่พบได้น้อยแต่รุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ยา เรียกว่า กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome: SJS) เมื่อผื่นชนิดขึ้นและมีอาการมากกว่า 30% ของร่างกาย จะเรียกว่า Toxic Epidermal Necrolysis อาการของกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน ประกอบด้วย

  • ตุ่มพองน้ำบนผิวหนังและเยื่อบุ
  • ผิวชั้นนอกจะลอกออกเป็นแผ่น เหมือนแผลถูกไฟไหม้
  • ผื่นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มีไข้ อ่อนเพลีย 
  • ลิ้นบวม
  • ปวดแสบร้อนตามผิว ผิวแดงไปทั้งตัว
  • แผลในปาก ริมฝีปาก 
  • ตาอักเสบ
การรักษา HIV

วิธีการรักษา HIV และโรคเอดส์

การรักษา HIV

คือ การใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หรือยาต้านเชื้อไวรัสซึ่งต้องกินยาไปตลอดชีวิตเรียกว่า Antiretroviral therapy เราสามารถติดตามผลการรักษาได้จากการเจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ และนับปริมาณไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) 

เป้าหมายสำคัญในการให้ยาก็เพื่อให้การติดเชื้อเอไอวี อยู่ในระยะที่ 2 หรือระยะสงบต่อไปนานๆ ชะลอการพัฒนาเป็นโรคเอดส์ และการใช้ยารักษาโรคติดเชื้อต่างๆที่เกิดขึ้นจากการมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยติดเชื้อชนิดใด เช่น ติดเชื้อวัณโรคก็ให้ยารักษา วัณโรค ติดเชื้อราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

ารรักษาโรคเอดส์ 

เป็นเพียงยาที่ใช้เพื่อยับยั้งไม่ให้ไวรัสเอดส์เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อเอดส์ให้หมดไปจากร่างกายได้ ยาต้านไวรัสเอดส์ในปัจจุบันมี 3 ประเภทคือ

          1. Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) ได้แก่ AZT ddl ddC d4T 3TC ABC รับประทานยาต้านไวรัสเอดส์

          2. Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs) ได้แก่ NVP EFV

          3. Protease Inhibitors (Pls) ได้แก่ IDV RTV Q4V NFV 

สามารถตรวจ HIV ฟรี ได้ที่ไหนบ้าง?

คนไทยสามารถตรวจ HIV ฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง เพียงแค่มีบัตรประชาชน ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เฉพาะโรงพยาบาลรัฐและศูนย์อนามัย หรือคลินิกที่ร่วมโครงการ เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวที่จะตรวจ เมื่อเราเสี่ยงมา ให้รีบไปตรวจ เพราะ HIV ตรวจเร็วรักษาได้

หรือสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกได้ ซึ่งแต่ละที่จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป ประมาณได้ราว ๆ 500 – 1,000 บาท/ครั้ง

ป้องกันตนเองอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ HIV

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ 
  • ก่อนสมรส หรือมีลูก ควรมีการตรวจเลือด
  • งดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
  • พาคู่รักและตนเองไปตรวจเลือด หรือรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ 
  • หลีกเลี่ยงการสักตามผิวหนัง การเจาะส่วนต่างๆของร่างกายเพราะสถานบริการบางแห่งอาจรักษาความสะอาดของเครื่องมือไม่ดีพอ

การติดเชื้อ HIV หายได้ไหม?

การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ยังเป็การรักาษด้วยยาที่ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวีเท่านั้น รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคสู่คนอื่น แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติ และมีอายุขัยใกล้เคียงคนปกติ  หลังจากทานยาต้านไวรัสเป็นเวลานาน จะพบเชื้อน้อยลงจนแทบไม่พบเชื้อ แพทย์ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหายขาดแล้ว ผู้ป่วยยังต้องทานยาต่อไปตลอดชีวิต

สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาอยู่แล้ว ควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพราะปัญหาที่พบบ่อยคือ การรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทำให้รักษาได้ยาก

สิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรปฏิบัติ

สิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรปฏิบัติ

  • เริ่มการรักษาโดยทันที เมื่อทราบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี
  • รับประทานยาในทุกๆ วัน อย่าลืม อย่างดเว้นการทาน และทานยาให้ตรงเวลา การทานยาเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วย เพราะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ป้องการระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
  • พบแพทย์เสมอเมื่อถึงเวลานัด ผู้ป่วยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ มีการตรวจติดตามอาการตลอด เฝ้าระวังในการรักษา
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  มีสารอาหารครบถ้วน อาหารมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
  • ดูแลสุขภาพจิต เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยจะรู้สึกแย่กับชีวิต จิตใจแย่ลง ฟุ้งซ่าน กลัว และกังวล หรืออาจคิดทำร้ายตัวเอง ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาทางสุขภาพจิต เพื่อหาเพื่อนคุย หาที่ปรึกษาที่ดี ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ และพยายามมองโลกในแง่ดีให้มากๆ ขึ้น
  • เลิกบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น
  • เลิกใช้ยาเสพติด เพราะอาจทำให้อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยแย่ลงได้
  • ลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรับเชื้อ หรือแพร่เชื้อเอดส์
  • งดการบริจาคเลือด อวัยวะ
  • หากเป็นหญิง ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ถึง 30%
  • ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่กังวล รวมทั้งอาจฝึกสมาธิ
  • อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์ https://www.ชุดตรวจเอชไอวี.com/วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์/
  • อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง https://www.health-iv.com/บทความ/โรคติดต่อ-เพศสัมพันธ์/อาการเอดส์-ระยะแรก-คุณติดเชื้อ-hiv-ไหม-จะรู้ได้ยังไง/
  • ตุ่มเอดส์ อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV https://www.health-iv.com/บทความ/โรคติดต่อ-เพศสัมพันธ์/ตุ่มเอดส์-อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ-hiv/

วิธีการอ่านผลของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI)

จากการพัฒนาด้านการแพทย์ที่ก้าวล้ำไปสู่การคิดค้นเครื่องมือ ที่สามารถใช้ตรวจวินิจฉัยโรคหรืออาการเบื้องต้นได้เอง เป็นแนวทางที่เรียกได้ว่าตรงกับความต้องการของการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับหลากหลายชุดตรวจที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ชุดตรวจครรภ์ ชุดตรวจซิฟิลิส เครื่องวัดระดับน้ำตาล (โรคเบาหวาน) และที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกนั่นก็คือ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง  เนื่องจากเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับลักษณะของอาการไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนกับโรคอื่น ๆ จึงเป็นที่ทราบกันดีว่าการตรวจพบเชื้อโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาที่ไม่นำไปสู่อาการของโรคฉวยโอกาสตามมาภายหลังได้

ทั้งนี้การตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน ได้มีแนวทางที่มากยิ่งขึ้นจากเดิมด้วยการคิดค้นชุดตรวจที่สามารถตรวจคัดกรองเอชไอวีเบื้องต้นได้ นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงและไม่สะดวกเข้ารับการตรวจยังสถานพยาบาล อาจด้วยความต้องการความเป็นส่วนตัวสูง รวมไปถึงความสะดวกในการใช้งาน ที่ทราบผลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสถานพยาบาล ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเพื่อให้ได้รับผลตรวจที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการตรวจคัดกรองโดยแพทย์

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI) ทางเลือกที่คุณมั่นใจได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีในการตรวจเอชไอวี ได้พัฒนามาสู่มือของคนทั่วไปได้สะดวกและง่ายดาย ด้วยการออกแบบชุดอุปกรณ์ที่ไม่ว่าใคร ก็สามารถใช้ตรวจเอชไอวีด้วยตนเองแบบเบื้องต้นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้ด้านการแพทย์หรือไม่เคยมีประสบการณ์การตรวจมาก่อนก็ตาม ชุดตรวจเอชไอวี INSTI นับว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่ใช้รูปแบบการเจาะเลือดจากปลายนิ้วมือเพื่อการวินิจฉัยเพียง 1 หยดเท่านั้น  โดยการตรวจหาปริมาณแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี-1 และเอชไอวี-2 ซึ่งเป็นวิธีการที่แม่นยำสูงถึง 99%

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองโดยทั่วไปแล้วมักจะตรวจพบเชื้อได้ต่อเมื่อ ผู้ตรวจติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ชุดตรวจของ INSTI ได้ชื่อว่าเป็นชุดตรวจที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนี้ เพราะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมกว่า ซึ่งสามารถพบเชื้อเอชไอวีได้เร็วว่า 2 สัปดาห์ มากไปกว่านั้นคือสามารถทราบผลเลือดได้เร็วใน 1 นาทีเท่านั้น ประกอบกับได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสากล พร้อมกับผ่านการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการพัฒนาชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองให้มีความปลอดภัยแและได้มาตรฐานที่มั่นใจได้มากที่สุด

ส่วนประกอบของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI)

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดเบื้องต้นหลังจากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่มั่นใจว่า ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง จะมีความผลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ ข้อสงสัยเหล่านี้จะหมดไปอย่างแน่นอน เนื่องจากชุดตรวจของ INSTI ได้มีข้อแนะนำการใช้งานรวมไปถึงข้อชี้แนะเกี่ยวกับการอ่านผลตรวจไว้ให้ภายในชุดตรวจ ซึ่งได้มีการระบุการแสดงผลไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังได้แนะนำแนวทางในการที่เหมาะสมหลังจากทราบผลเลือด โดยผู้ตรวจจะต้องเข้าใจทุกชิ้นส่วนของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง อินสติ (INSTI) ก่อนเป็นอันดับแรก คือ

  • เข็มที่ใช้ในการเจาะเลือดด้วยตัวเอง บริเวณปลายนิ้ว จำนวน 1 ชิ้น
  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจ  จำนวน 1 ชิ้น
  • พลาสเตอร์ปิดแผล สำหรับพันแผลหลังจากเจาะ จำนวน 1 ชิ้น
  • น้ำยาเจือจาง ฝาสีแดง ขวดหมายเลข 1 จำนวน 1 ขวด
  • น้ำยาปรับสี ฝาสีน้ำเงิน ขวดหมายเลข 2  จำนวน 1 ขวด
  • น้ำยาปรับความชัด ฝาขาวใส ขวดหมายเลข 3 จำนวน 1 ขวด

การอ่านผล ชุดตรวจเอชไอวี อินสติ (INSTI)

เมื่อผู้ตรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจที่ได้แนะนำไว้โดยละเอียดแล้ว สิ่งที่รอคอยนั่นก็คือผลการตรวจเอชไอวีที่สามารถทราบได้ใน 1 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่ารวดเร็วและแม่นยำ ตอบโจทย์การตรวจด้วยตนเองอย่างมาก ซึ่งผลการตรวจแน่นอนว่าจะออกผลเป็น 3 อย่าง  คือ 

ไม่เกิดปฏิกิริยา (NON-REACTIVE)

เป็นผลการตรวจเอชไอวีที่แสดงให้เห็นว่าไม่พบเชื้อในร่างกาย ซึ่งชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจะแสดงผลเฉพาะบริเวณจุดด้านบนเท่านั้น (จุดใกล้เคียงกับ C) *ทั้งนี้ผู้ตรวจจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าชุดตรวจมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบได้ หากว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีในระยะฟักตัว หรือช่วง 2 สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือน โดยปัจจัยสำคัญคือภูมิต้านทานของแต่ละคน ดังนั้นเพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ตรวจควรเว้นระยะการตรวจซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าไม่พบเชื้อจริง รวมถึงหมั่นสังเกตอาการของตนให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 เกิดปฏิกิริยา (REACTIVE) 

เป็นผลการตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยชุดตรวจจะแสดงผลทั้ง 2 จุดอย่างชัดเจน หรือ บางกรณีจุดที่ใกล้กับตัว C อาจชัดกว่าจุดถัดไป ยังนับว่าเป็นมีโอกาสสูงที่ผู้ตรวจอาจได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสิ่งที่ควรทำต่อจากการทราบผลคือควรเข้ารับการตรวจยืนยันอีกครั้งจากแพทย์ภายในสถานพยาบาล และเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ไม่สามารถแปลผลได้ (INVALID RESULT)

เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก เนื่องจากส่งผลจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย ผู้ตรวจเจาะเลือดได้ในปริมาณน้อยเกินไป หรือ ปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ครบถ้วน เป็นต้น โดยที่ชุดตรวจจะไม่แสดงผลใด ๆ ให้เห็น หรือ แสดงเพียงจุดด้านล่างเท่านั้น 

การอ่านผลตรวจจากชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง INSTI ถือเป็นรูปแบบการอ่านค่าพื้นฐานที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย หากผู้ตรวจได้อ่านทำความเข้าใจเอกสารคู่มือที่ได้แนบมาภายในชุดตรวจอย่างละเอียด ประกอบกับทำตามขั้นตอนการตรวจด้วยตนเองครบถ้วนอย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่าผลตรวจที่ออกมาย่อมมีความแม่นยำเชื่อถือได้ ทั้งนี้ผู้ตรวจควรรับมือกับผลการตรวจอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการป้องกันมากที่สุด ตลอดจนการเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันจากแพทย์อีกครั้งเมื่อทราบผลว่าตนติดเชื้อเอชไอเอชวี

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง มีข้อดีอย่างไร ทำไมผู้ที่มีความเสี่ยงควรใช้?

หลายปีมานี้เชื่อว่าหลายประเทศทั่วโลกรู้จักอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่สามารถช่วยลดปริมาณผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีชื่อว่า ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ที่ได้พัฒนาให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการตรวจคัดกรองเบื้องต้นในสถานพยาบาล แต่ด้วยความที่หลายคนยังคงมีความไม่มั่นใจต่อคุณภาพของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของความแม่นยำ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความเป็นส่วนตัวในการตรวจ ตลอดจนปัจจัยโดยทางอ้อมอีกมากมายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อหรือไม่ หากใครที่ยังคงมีคำถามเหล่านี้อยู่ แนะนำให้ติดตามบทความนี้จนจบเพื่อทำความเข้าใจ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองให้มากยิ่งขึ้น รับรองว่าข้อสงสัยต่าง ๆ จะได้รับข้อมูลประกอบการพิจารณาได้มากกว่าเดิมแน่นอน

คุณต้องทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของการตรวจเอชไอวีก่อนเป็นอันดับแรก

ก่อนที่จะถึงเนื้อหาของข้อดีในการตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ควรทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของการตรวจเอชไอวีก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ตระหนักถึงความรุนแรงจากเชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งในกรณีที่ติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ตลอดจนการรับมือกับภาวะทางจิตใจต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งเราได้รวบรวมไว้ให้อย่างครอบคลุมดังต่อไปนี้

  • ช่วยให้ทราบสถานะเลือดได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้แสดงอาการ ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
  • ช่วยให้รับการรักษาได้อย่างทันทีท่วงที อาการไม่ลุกลามเข้าสู่ขั้นรุนแรง สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับเชื้อเอชไอวีได้อย่างปกติ
  • สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและสร้างการตระหนักรู้มากยิ่งขึ้น
  • ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีเพิ่มมากขึ้น
  • สามารถวางแผนการใช้ชีวิตคู่ได้อย่างเหมาะสม
  • สามารถวางแผนป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูกได้

ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์และข้อดีจากการตรวจเอชไอวีเป็นประจำ แนะนำว่าควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี เพื่อเป็นการอัปเดตสุขภาพร่างกายให้พร้อมเสมอ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด และทานอาหารที่มีประโยชน์ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่านอกจากเชื้อไวรัสเอชไอวีแล้วยังห่างไกลจากโรคอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ทางเลือกใหม่ ใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง มั่นใจผลตรวจ 99%

จากความรู้ข้างต้นที่ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการตรวจเอชไอวี หลายคนอาจมีปัจจัยและความจำเป็นที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจ ณ สถานพยาบาลเท่าใดนัก เนื่องจากไม่ว่างจากการทำงาน ไม่สะดวกต่อการให้ข้อมูลส่วนตัว ต้องการทราบผลด้วยตนเองแบบเป็นส่วนตัวมาก ๆ รวมถึงต้องการตรวจอย่างรวดเร็ว คุณสามารถเลือกใช้วิธีที่สะดวกและง่ายดายมากขึ้น ด้วยการสั่งซื้อหรือซื้อจากร้านขายยาตัวแทนจำหน่ายทั่วไป โดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบเจาะเลือดจากปลายนิ้ว รวมถึงแบบตรวจจากน้ำลาย ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองหันมาใช้รูปแบบการตรวจด้วยเลือดกันมากขึ้น สาเหตุสำคัญก็เพราะมีความแม่นยำมากกว่า ตลอดจนอัตราความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจน้อยกว่าอีกด้วย หากใครที่มองหาชุดตรวจที่ได้มาตรฐานจากสากล เราขอแนะนำ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง INSTI ผู้นำด้านการผลิตชุดตรวจโรคและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากแคนาดา ที่ได้ผ่านการรับรองจากองค์กรสากลระดับโลกอย่างเป็นทางการ จึงมั่นใจได้ว่าชุดตรวจมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ 100%

ทำไมการตรวจเอชไอวีเป็นประจำจึงเป็นเรื่องที่ง่ายและดีต่อตนเอง

การตรวจเอชไอวีในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่โรคเอดส์เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาที่ผ่านไปการคิดค้นแนวทางการรักษาให้หายขาดยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดวงการแพทย์สามารถรักษาให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อได้อย่างปกติ ทั้งนี้ยังมีการคิดค้นชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้ง่ายในราคาที่จับต้องได้ มีการออกแบบให้ใช้งานได้สะดวกเข้าใจง่าย ดังนั้นการตรวจเอชไอวีเป็นประจำจึงส่งผลดีต่อการป้องกันที่ดีที่สุด กรณีที่พบเชื้อเร็วก็ส่งผลดีต่อการรักษาที่เร็วด้วยเช่นกัน ตลอดจนเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนหรือบุคคลอื่นได้อีกด้วย

ข้อดีของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่ทุกคนควรทราบ

การใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก โดยการคัดกรองเบื้องต้นที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ผู้ตรวจจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจ การรับมือกับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนการป้องกันที่ถูกต้อง ซึ่งเราได้รวบรวมข้อดีของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมาให้เข้าใจง่ายดังนี้

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองสามารถตรวจด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ  

หลายคนมองว่าการตรวจเอชไอวีเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรตรวจเท่าไหร่ เนื่องจากอาจถูกคนรอบข้างมองว่าตนมีความเสี่ยง ไม่มีความเป็นส่วนตัว และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดต่าง ๆ ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการตรวจด้วยชุดตรวจเอชไอวีนั้น จะทำให้สิ่งที่กังวลเหล่านี้หายไปได้ เพราะคุณสามารถสั่งซื้อจากตัวแทนจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ หรือ เลือกซื้อได้ง่าย ๆ ในร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต สามารถเทียบได้กับการซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ที่ทราบผลได้เบื้องต้นแบบรวดเร็ว และออกแบบมาให้ตรวจเองได้โดยไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน

ทราบผลได้รวดเร็วสูงสุดเพียง 1 นาทีเท่านั้น

ความเร็วที่มาพร้อมกับความแม่นยำกว่า 99% ของชุดตรวจ ทำให้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมีข้อดีที่หลาย ๆ ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนยุคใหม่เป็นอย่างดี ด้วยความล่าช้าที่เกิดจากการเดินทางไปยังสถานพยาบาลต้องใช้ระยะเวลา และการตรวจที่ต้องรอผลหลายวัน ดังนั้นการใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้กัน

ทราบผลเบื้องต้นก่อนการตรวจยืนยันจากแพทย์

กรณีที่ผู้ตรวจต้องการทราบผลก่อนการตรวจยืนยันจากสถานพยาบาล การเลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นการลดความกังวลจากความเสี่ยงได้ เพราะหลายคนมีความเครียดและไม่สบายใจหากผ่านความเสี่ยงต่อการติดเอชไอวีมาไม่นาน ทั้งนี้เพื่อให้การตรวจมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ตรวจควรตรวจสอบระยะเวลาในการตรวจให้ดี แนะนำให้นับจากความเสี่ยงครั้งสุดท้าย 2- 4 สัปดาห์ หรือผ่านระยะการฟักตัวมาแล้วนั่นเอง

จากเนื้อหาข้างต้นซึ่งได้รวบรวมเกี่ยวกับข้อดีและความเหมาะสมในการใช้งาน ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง หากผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดของตนเอง ทำความเข้าใจข้อดีประกอบการตัดสินใจ ควบคู่ไปกับการเลือกชุดตรวจที่ได้มาตรฐานการรับรอง ย่อมส่งผลดีต่อการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรตระหนักไว้เสมอว่าเอชไอวีคือหน่ึึ่งในไวรัสที่สามารถรักษาและใช้ชีวิตร่วมได้อย่างปกติ หากทราบว่าตนติดเชื้อได้เร็วที่สุด ดังนั้นการตรวจเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอคือสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผลตรวจพบว่าติดเชื้อควรเข้ารับการตรวจยืนยันโดยแพทย์อีกครั้งเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

เอชไอวี (HIV) และการตรวจหาเชื้อ

เอชไอวี (HIV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคแทรกซ้อนได้ เชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CD4 (ซีดีโฟร์) ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อของโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น  รวมถึงมะเร็งบางชนิด ซึ่งมีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนปกติ และบางครั้งอาการอาจจะรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป จนเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตได้

ใครที่ควรไปตรวจเลือด

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีความเสี่ยงโดยไม่ได้สวมถุงยาง
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายทางทวารหนักโดยไม่ได้สวมถุงยาง
  • ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ
  • ผู้ติดสารเสพติดที่ใช้เข็มร่วมกัน
  • หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามาฝากครรภ์ที่สถานพยาบาล
  • ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ป่วยวัณโรค
  • ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชวี มี 4 แบบหลักๆ คือ

  1. การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี จะทำการตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 (HIV p24 antigen testing) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในระยะแรกที่ผู้ได้รับเชื้อยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) หรือมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำจนไม่สามารถตรวจวัดได้ โดยสามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14-15 วัน
  2. การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV testing) เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในปัจจุบัน โดยสามารถตรวจพบได้หลังการติดเชื้อประมาณ 3-4 สัปดาห์
  3. การตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวีและแอนติเจนของเชื้อพร้อมกันในน้ำยาเดียวกัน (HIV Ag/Ab combination assay) หรือเรียกอีกอย่างว่าน้ำยาตรวจแบบ Fourth generation เป็นการตรวจ Anti-HIV และ/หรือ HIV p24 antigen ในคราวเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันน้ำยาประเภทนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายเพื่อตรวจคัดกรองผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วที่สุด 14-15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังติดเชื้อ
  4. การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีหรือ nucleic acid test (NAT) เป็นวิธีที่มีความไวมากที่สุด โดยสามารถตรวจการติดเชื้อได้ตั้งแต่ 3-7 วันหลังการติดเชื้อ ปัจจุบันวิธีนี้ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิตแต่ยังไม่นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานพยาบาล

ความหมายของผลตรวจเลือดเอชไอวี 

  • Non-reactive หรือ Negative คือ ผลเลือดเป็นลบ ไม่มีการติดเชื้อ  ตรวจแล้วไม่พบเชื้อเอชไอวี
  • Reactive หรือ Positive คือ ผลเลือดเป็นบวก มีการติดเชื้อ พบเชื้อเอชไอวีในร่างกาย
  • Invalid คือ ไม่สามารถแปลผลได้ การตรวจไม่ถูกต้อง  หากผลตรวจออกมาเป็น Invalid จะต้องมีการตรวจอีกครั้ง เพื่อหาผลที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามต้องระวังผลบวกปลอม (False positive) คือ อาจจะไม่ได้ติดเชื้อ แต่ผลตรวจออกมา positive พบได้น้อยมากในกรณีดังกล่าว และระวังผลลบปลอม (False negative) คือ มีการติดเชื้อ แต่ผลตรวจออกมาเป็น negative กรณีเกิดขึ้นได้เนื่องจากช่วงเวลาที่เราตรวจอาจเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในระยะฟักตัวของเชื้อ เรียกระยะนี้ว่า Window period 

ดังนั้นทั้งสองกรณี แนะนำให้ตรวจ HIV ซ้ำที่ 3-6 เดือน อีกครั้ง หรือหากได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วก็สามารถสบายใจได้

ขั้นตอนการตรวจเอชไอวีมีอะไรบ้าง?

  1. แต่ละสถานที่อาจมีกระบวนการทำประวัติต่างกัน
    • หน่วยบริการของรัฐจะขอบัตรประชาชนเพื่อทำประวัติและตรวจสอบสิทธิ์
    • ศูนย์ดรอปอินอาจขอชื่อและวันเกิดเพื่อออกรหัสการใช้บริการและขอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง
    • คลินิคนิรนามอาจไม่ต้องให้ชื่อและเลขบัตรประชาชน แต่ก็ต้องกรอกประวัติด้านพฤติกรรมด้วย
  2. กระบวนการตรวจเอชไอวีจะใช้เวลาประมาณ 20 – 40 นาที เจ้าหน้าที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงและทำความเข้าใจเรื่องเอชไอวี จากนั้นจะให้ตัดสินใจว่าจะตรวจเอชไอวีหรือไม่ หากสนใจตรวจ เจ้าหน้าที่จะให้เซ็นชื่อในใบยินยอมเพื่อตรวจเอชไอวี
  3. จากนั้นจึงจะทำการเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี
  4. เจ้าหน้าที่อาจนัดมาฟังผลตรวจในวันอื่น หรือบางที่อาจแจ้งผลได้ภายในวันเดียวกันนั้นเลย
  5. หลังจากได้ผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้บริการปรึกษาอีกครั้งก่อนรับฟังผลเลือด และให้คำแนะนำเกี่ยวกับความหมายของผลตรวจ วางแผนการดูแลตนเองและแผนในการใช้ชีวิต
  6. หากพบว่ามีเชื้อ เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลเลือดพร้อมตอบคำถามที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์

ประโยชน์ของการตรวจ เอชไอวี

  • เข้ารับการรักษาได้ทันที ไม่ต้องรอให้แสดงอาการ 
  • เพื่อทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถทำงานได้อย่างปกติ 
  • สามารถวางแผนป้องกันคู่ของตนเองจากการติดเชื้อ และชวนคู่ไปตรวจเลือดได้ 
  • สามารถวางแผนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูกได้ 
  • เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ และเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  • ช่วยลดความกังวลใจ และทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และการป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  • หากคุณติดเชื้อ ก็จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดการป่วยจากโรคฉวยโอกาส เช่น วัณโรค และลดการเสียชีวิตลง
  • สามารถลดโอกาสในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์ได้อย่างมาก

ราคาตรวจเอชไอวี

คลินิกนิรนาม

  • ตรวจแบบรู้ผลทันทีจะเริ่มต้นที่ 300 บาท
  • ตรวจด้วยวิธี PCR เริ่มต้นที่ 1,500 บาท

โรงพยาบาลเอกชน

  • ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800-1,000 บาท

โรงพยาบาลรัฐ

  • ฟรี หากคุณมีบัตรทองหรือ ประกันสังคม

สถานที่ตรวจเอชไอวีได้ฟรีตามโรงพยาบาลและคลินิกต่อไปนี้

  1. ตรวจ HIV ฟรี ใน กทม.
    • คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย (ตรวจได้ทุกเพศ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น.)
    • คลินิกชุมชนสีลม @ทรอปเมด (ตรวจเฉพาะกลุ่มชายรักชายและคนข้ามเพศ (Transgender) ในวันอังคาร-เสาร์ เวลา 16.00-21.00 น.)
    • คลินิกพิเศษของศูนย์ดรอปอิน
    • สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ซอยรามคำแหง 97/2 (ตรวจเฉพาะกลุ่มชายรักชายและสาวประเภทสอง ในวันจันทร์ พฤหัส ศุกร์ เวลา 15.00-20.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-17.00 น.)

นอกจากสถานพยาบาลดังข้างต้นแล้ว ยังสามารถเข้ารับการตรวจ HIV ฟรี ได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง และสถานพยาบาลภายใต้ระบบประกันสุขภาพ

  1. ตรวจ HIV ฟรี ในต่างจังหวัด

สำหรับต่างจังหวัด สามารถไปตรวจ HIV ฟรี ได้ที่โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์อนามัย หรือคลินิกที่ร่วมโครงการตรวจ HIV ฟรี 

เอกสารอ้างอิง