เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี

เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV

ถึงแม้ว่าโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะมีมานานมากแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความรู้ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี ทำให้ปัจจุบันต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวี หรือการเผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง

เอชไอวี คืออะไร

เชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่จะเข้าไปกัดกินทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

โรคเอดส์ คืออะไร

เอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome – AIDS) คือ กลุ่มอาการของการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนต่างๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกเชื้อเอชไอวีทำลายจนไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเหล่านี้ได้

สาเหตุการติดเชื้อเอชไอวี

สามารถติดเชื้อเอชไอวีโดยการสัมผัสกับเลือด น้ำอสุจิ ของเหลวจากช่องคลอด หรือแม้แต่น้ำนมแม่ สาเหตุการแพร่เชื้อส่วนใหญ่มาจากการมีเพศสัมพันธ์และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือส่งผ่านจากแม่สู่ลูกระหว่างการตั้งครรภ์

เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างเช่น

HIVกับAIDS คนละตัวกัน

โรคเอดส์ กับ เชื้อ HIV เป็นคนละตัวกัน

HIV คือ เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  ส่วนโรคเอดส์ คือ โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เชื้อเอชไอวีทำลาย

โรคเอดส์ ยังมีโอกาสรอดชีวิต

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาโรคเอดส์ได้โดยตรง แต่ถ้าหากตรวจพบในระยะที่ยังเป็นการติดเชื้ออยู่ สามารถทานยาต้านไวรัส เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำร้ายภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนเกิดอาการความผิดปกติออกมา ดังนั้นหากตรวจพบเชื้อได้เร็ว ก็จะยิ่งควบคุมเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ง่าย จนไม่เชื้อไม่พัฒนาเป็นโรคเอดส์ที่สมบูรณ์ โอกาสรอดก็มีสูงขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป

คนเป็นเอดส์ ติดเชื้อเอชไอวีต้องเสียชีวิตด้วยอาการแผล ตุ่ม หนอง

อาการแผล ตุ่ม หนอง หรือ ผื่น ที่เกิดขึ้นในผู้ติดเชื้อ เป็นอาการทางผิวหนังของระยะการเป็นโรคของการติดเชื้อ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาที่รักษาการติดเชื้อ ก็ได้  ซึ่งไม่ว่าผื่นนั้นจะเกิดจากการใช้ยา หรือจากตัวเชื้อไวรัสเอง โดยส่วนใหญ่ผื่นนั้นจะมีสีแดงแบนบนผิวหนังและมีตุ่มนูนแดงอยู่ด้านบน

ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี คือคนที่สำส่อนในเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อไม่ได้เกิดจากเพศสัมพันธ์เท่านั้น หลายคนที่อาจติดเชื้อเอชไอวี จากแม่ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อก็เป็นได้

ไม่ติดต่อกันผ่านทาง กอด จูบ

เชื้อเอชไอวี ไม่ใช่ไข้หวัดที่จะติดต่อกันได้ง่าย

  • เชื้อเอชไอวี จะไม่ติดต่อกันผ่านทาง กอด จูบ (ยกเว้นกรณีที่มีแผลในปาก แล้วจูบแลกน้ำลายกัน) 
  • ทานข้าวร่วมกัน จานเดียวกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน หรือแม้แต่ใช้ช้อน ส้อมคันเดียวกัน
  • มีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย 
  • ลมหายใจ 
  • ใช้สิ่งของอุปโภคร่วมกัน ใช้สบู่ ครีมอาบน้ำ แชมพู ยาสีฟัน ร่วมกัน
  • การใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ยิม
  • การสัมผัสที่ฝารองนั่งในห้องน้ำ, ลูกบิดประตู หรือที่จับ

เชื้อเอชไอวีแพร่ผ่านการสัมผัส น้ำตา เหงื่อ น้ำลาย หรือปัสสาวะได้

จริง ๆ แล้ว เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่ผ่านการสัมผัส น้ำตา เหงื่อ น้ำลาย หรือปัสสาวะ

วิธีการรักษาแบบแปลก ๆ สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้

  • การอาบน้ำหลังจากมีเพศสัมพันธ์ 
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ยังบริสุทธิ์อยู่ สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้

ยุงแพร่เชื้อเอชไอวีได้

ถึงแม้ว่าเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่เชื้อผ่านทางเลือดของผู้ติดเชื้อไปสู่คนอื่นได้  แต่ไม่สามารถติดเชื้อเอชไอวีจากการถูกแมลงกัด หรือถูกแมลงดูดเลือดได้  เพราะ เมื่อถูกแมลงกัด แมลงเหล่านั้นไม่ได้ฉีดเลือดของคน หรือสัตว์ที่พวกมันกัดก่อนหน้านี้ ใส่คนที่มันกัดต่อหลังจากนั้น เนื่องจากเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ภายในตัวของแมลงเหล่านั้น

เราไม่อาจติดเชื้อเอชไอวีได้จากการทำออรัลเซ็กส์

การทำออรัลเซ็กส์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าการมีเพศสัมพันธ์บางรูปแบบ อัตราการแพร่เชื้อน้อยกว่า 4 ครั้ง จากการทำออรัลเซ็กส์ 10,000 ครั้ง แต่คุณอาจติดเชื้อเอชไอวีได้จากการทำออรัลเซ็กส์กับชายหรือหญิงที่มีเชื้อเอชไอวี จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอ แม้แต่การทำออรัลเซ็กส์

เราไม่อาจติดเอชไอวีได้ ถ้าเราสวมถุงยาง

ถุงยางอนามัยไม่สามารถป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวีได้ ในกรณีที่ถุงยางเกิดแตก, หลุด, หรือรั่ว ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์  ก็ทำให้สามารถติดเชื้อได้อยู่

ไม่มีอาการ หมายความว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวี

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีอาจใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่มีอาการใด ๆ เลย เป็นเวลานาน 10-15 ปี พวกเขาอาจจะมีอาการเจ็บป่วยที่คล้ายกับหวัด รวมถึง การมีไข้, ปวดหัว, ผื่น, หรือเจ็บคอ ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการติดเชื้อ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจเลือด หลังจากมีความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และความปลอดภัยสำหรับตนเอง และผู้อื่น

คนที่ใช้ชีวิตร่วมกับเอชไอวีจะเสียชีวิตเร็ว

คนที่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวีเข้ารับการรักษาได้เร็ว ทานยาต้านไวรัสตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นประจำ และใช้ชีวิตตามเหมือนคนปกติได้

แม่ที่มีเชื้อเอชไอวีจะทำให้ลูกติดเชื้อไปด้วยเสมอ

ไม่จำเป็น แม่ที่ทานยาต้านไวรัสเอชไอวี สามารถมีลูกได้โดยไม่แพร่เชื้อเอชไอวีให้แก่ลูก 

การติดเชื้อในเด็ก  เกิดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา  หรือระหว่างคลอด สำหรับประเทศไทยไม่แนะนำให้ทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อกินนมแม่  จึงไม่พบการติดเชื้อภายหลังการคลอด  ส่วนการติดเชื้อในบิดาจะไม่มีการติดต่อมายังบุตร

นอกจากนี้การคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้อง  (Caesaren  section)  ก่อนจะเจ็บครรภ์หรือมีน้ำเดิน  จะช่วยลดอันตรายการเกิดเชื้อในทารกลงไปได้อีก  

ผู้ติดเชื้อมีครอบครัว

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี สามารถมีครอบครัวได้

การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ใช้ถุงยางอนามัย จะทำให้มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ แต่หากอยากมีครอบครัว ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถจูงมือคู่รัก เพื่อปรึกษาแพทย์ หาทางออกในการมีครอบครัว มีบุตรโดยที่บุตรไม่ติดเชื้อ เอชไอวี ได้

ผู้ติดเชื้เอชไอวี ไม่จำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต

การทานยาต้านไวรัสตรงเวลา   และมีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ มีโอกาสที่เชื้อไว้รัสเอชไอวี จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนอาจสามารถหยุดทานยาได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอประกอบด้วย

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • 6 สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์กับผู้ติดเชื้อ HIV https://tenderloinhealth.org/6-สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิ/
    เอดส์: 8 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี https://www.bbc.com/thai/international-46363949
  • 8 สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV http://www.drugsquare.co.th/healthy/69/

รู้เท่าทันโรคซิฟิลิส

รู้เท่าทันโรคซิฟิลิส

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน

โรคซิฟิลิส (Syphilis) คือ

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทรีโพนีมา พาลลิดัม (Treponema pallidum) โดยปกติจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดผื่นหรือแผลตามผิวหนัง และ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงขึ้นหากไม่รักษา

โดยทั่วไปโรคซิฟิลิสจะเริ่มจากบาดแผล ซึ่งมักพบบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะของแผลจะเป็นแผลที่ไม่รู้สึกเจ็บ (Painless sore) หรือเรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) การแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นสามารถเกิดได้ผ่านทางการสัมผัสบาดแผลนี้กับผิวหนังหรือเยื่อบุต่างๆ

ระยะฟักตัวของโรค

หลังจากที่ได้รับเชื้อ ก็มักจะแสดงอาการภายใน 10 – 90 วัน

Treponema pallidum

สาเหตุของซิฟิลิส

โรคซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema Pallidum) จากการสัมผัสถูกเชื้อโดยตรงจากแผลของผู้ป่วย และระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ที่มักสุ่มเสี่ยงกับการติดเชื้อได้มากที่สุด จึงมักถูกจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้การใช้เข็มฉีดยารวมกับผู้อื่น การรับเลือดจากผู้อื่น รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อสามารถส่งผ่านเชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้เช่นกัน

ในช่วงระยะที่ 1-2 ของการติดเชื้อจะสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ง่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตามการใช้สิ่งของร่วมกันในบางกรณีที่ไม่ได้สัมผัสกับเชื้อโดยตรงอาจไม่เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น การใช้ห้องน้ำ การสวมเสื้อผ้า หรือใช้ช้อนส้อมร่วมกัน รับประทานอาหารจากภาชนะเดียวกัน หรือแม้แต่จากลูกบิดประตู สระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำ หรือการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ นอกจากนี้ มีการติดเชื้อบางกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก สามารถเกิดได้จากการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่มีการติดเชื้ออยู่ขณะนั้น เช่น ผ่านทางการจูบ เป็นต้น

โรคซิฟิลิส ติดต่อกันได้อย่างไร

สามารถรับเชื้อซิฟิลิสได้ 3 ทาง คือ
1. ทางเพศสัมพันธ์ โดยติดต่อผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
2. ติดต่อผ่านการสัมผัสแผลที่มีเชื้อ โดยผ่านทางผิวหนัง เยื่อบุตา ปาก
3. จากแม่สู่ลูก โดยหากมารดาเป็นซิฟิลิส จะถ่ายทอดโรคนี้สู่ทารกในครรภ์ได้ โดยเรียกเด็กที่เป็นซิฟิลิสจากสาเหตุนี้ว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) จะแสดงอาการหลังคลอดได้ 3-8 สัปดาห์ และเป็นอาการเล็กน้อยมาก จนแทบไม่ทันได้สังเกต เช่น มีตุ่มผื่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มาออกอาการมาก ๆ เข้าเมื่อตอนโต ซึ่งก็เข้าสู่ระยะที่สี่แล้ว หรือบางคนอาจแสดงอาการพิการออกมาให้เห็นได้ชัด

อาการของซิฟิลิส

แบ่งอาการออกได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 (Early/Primary Syphilis) มักจะแสดงอาการเริ่มต้นจากการเกิดแผลขนาดเล็กบริเวณที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3 สัปดาห์ โดยปลายขอบแผลมีลักษณะเรียบและแข็งที่เรียกว่า แผลริมแข็ง (Chancre) สำหรับผู้ชายแผลริมแข็งมักจะเกิดในบริเวณปลาย หรือลำอวัยวะเพศ ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทันสังเกต หรือไม่รู้ตัวว่ามีแผลเกิดขึ้น เนื่องจากแผลนี้จะไม่มีอาการปวด และแผลอาจซ่อนอยู่ภายในช่องคลอด หรือทวารหนัก จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อซิฟิลิสได้ แผลริมแข็งนี้โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงตำแหน่งเดียว แต่ก็มีบางส่วนที่มีแผลหลายตำแหน่ง โดยแผลริมแข็งจะสามารถหายเองได้ภายในระยะเวลาประมาณ 10-90 วัน มักไม่มีอาการเจ็บปวดและจะค่อย ๆ หายไปได้เองภายใน 6 สัปดาห์แม้ไม่ได้รับการรักษา
  • ระยะที่ 2 (Secondary Stage) โรคจะเริ่มพัฒนาจากระยะแรกใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ผู้ป่วยจะเริ่มเกิดผื่นที่มีลักษณะตุ่มนูนคล้ายหูดขึ้นตามบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ขาหนีบ ทวารหนัก ภายในช่องปาก แต่ไม่มีอาการคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ มีปื้นแผ่นสีขาวในปาก เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองบวม เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ผมร่วง หรืออาการอื่น ๆ แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปแม้ไม่ได้รับการรักษาเช่นกัน
  • ระยะสงบ หรือระยะแฝง หรือ Latent Syphilis เป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีอาการของโรคแสดงออกมาให้เห็น แต่ผู้ป่วยยังคงมีเชื้ออยู่ในร่างกายและตรวจเลือดพบได้ ระยะนี้สามารถเกิดได้นานเป็นปีก่อนจะพัฒนาไปยังระยะสุดท้าย

ซิฟิลิส-ภาวะแทรกซ้อน

  • ระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis) หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะทำให้โรคพัฒนามาจนถึงระยะสุดท้ายที่ก่อให้เกิดความผิดปกติและภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจ สมอง ระบบประสาท หรืออวัยวะหลายส่วนของร่างกายเมื่อเชื้อไปอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งจะนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น อัมพาต ตาบอด ภาวะสมองเสื่อม หูหนวก ไร้สมรรถภาพทางเพศ โรคหัวใจ เสียสติ และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

การตรวจและวินิจฉัยโรคซิฟิลิส 

แพทย์จะสอบถามข้อมูลทั่วไป เช่น อาการความผิดปกติที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วย พฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงการตรวจร่างกายในเบื้องต้น ซึ่งแพทย์ หรือพยาบาลจะตรวจดูบริเวณอวัยวะเพศหรือส่วนอื่นของร่างกายว่าพบแผล หรือความผิดปกติใด ๆ ที่อาจเกิดจากโรคซิฟิลิส ก่อนจะสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มักใช้ในการวินิจฉัย ได้แก่

  • การตรวจเลือด เป็นการตรวจหาเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดของผู้ป่วย โดยในบางรายที่ผลการตรวจออกมาว่ามีการติดเชื้อ อาจต้องมีการตรวจซ้ำอีกครั้งหลังจากการตรวจครั้งแรก เพื่อช่วยยืนยันการติดเชื้อที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสขึ้น  
  • การเก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจ (Swab Test) ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลหรือผื่นตามร่างกาย แพทย์อาจมีการเก็บตัวอย่างจากเชื้อบนผิวหนัง หรือน้ำเหลืองจากแผลไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ หาเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสหรือไม่

ทั้งนี้ การวินิจฉัยต้องดูระยะของโรคที่ผู้ป่วยเป็นร่วมด้วย เนื่องจากในบางระยะอาจไม่มีอาการของโรคแสดงออกมาให้เห็น แต่เมื่อโรคเข้าสู่ระยะสุดท้าย มักพบความผิดปกติของระบบร่างกายอื่น ๆ แพทย์จึงอาจมีการเก็บสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางรายตามระยะโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น แพทย์อาจทำการเจาะน้ำไขสันหลัง (Spinal Tap/Lumbar Puncture) ในกรณีที่คนไข้มีอาการทางระบบประสาท แต่ไม่พบอาการอื่น ๆ ของโรค

ซิฟิลิส-เพนิซิลลิน

การรักษาซิฟิลิส

สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) เป็นหลัก แม้ว่าอาการของโรคในระยะแรกมักเกิดขึ้นแล้วหายไป และอาการในระยะท้ายมักไม่ค่อยแสดงอาการ แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องก่อนโรคมีการพัฒนามากขึ้นจนรุนแรงต่อระบบอื่นในร่างกาย ในช่วงระหว่างการรักษา ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคหรือกระตุ้นให้โรคเกิดการกำเริบมากขึ้นหากได้รับเชื้อจากผู้อื่นอีกครั้ง และแนะนำให้คู่นอนมาตรวจด้วยเช่นกัน

ส่วนใหญ่ยากลุ่มเพนิซิลลิน จี (Penicillin G) ที่แบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด เช่น
– ยาเบนซาธีน เพนิซิลลิน จี (Benzathine Penicillin G)
– ยาเอเควียส เพนิซิลลิน จี (Aqueous Penicillin G)

ซึ่งแพทย์จะฉีดให้ผู้ป่วยโดยดูจากระยะเวลาในการป่วยว่าเป็นมานานเท่าใด

  • ผู้ป่วยระยะที่ 1-2 จะฉีดเบนซาธีน เพนิซิลลิน จี ขนาด 2.4 ล้านยูนิต เข้ากล้ามเนื้อให้ผู้ป่วย 1 ครั้ง   
  • ผู้ป่วยระยะแฝงหรือระยะที่ 3 จะฉีดเบนซาธีน เพนิซิลลิน จี ขนาด 2.4 ล้านยูนิต เข้ากล้ามเนื้อให้ผู้ป่วยสัปดาห์ละ 1 ครั้งติดต่อกัน 3 สัปดาห์
  • หากโรคซิฟิลิสขึ้นไปที่สมอง (Neurosyphilis) แพทย์จะฉีดเบนซาธีน เพนิซิลลิน จี เข้ากล้ามเนื้อ 18-24 ล้านยูนิตต่อวัน โดยแบ่งการให้ยาเป็น 3-4 ล้านยูนิตทุก 4 ชั่วโมง ติดต่อกันนาน 10-14 วัน หรือฉีดโปรเคน เพนิซิลลิน (Procaine Penicillin) ขนาด 2.4 ล้านยูนิต เข้ากล้ามเนื้อให้ผู้ป่วยวันละ 1 ครั้ง ร่วมกับรับประทานยาโพรเบเนซิด (Probenecid) ขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลานาน 10-14 วัน
  • สำหรับผู้ป่วยที่แพ้ยาเพนิซิลลินยังไม่มีตัวยาที่ใช้ทดแทนอย่างแน่นอน อาจจะให้รับประทานยาดอกซีไซคลิน (Doxycycline) ขนาด 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งต่อวัน ร่วมกับยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) ขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นานติดต่อกันเป็นเวลา 14 วัน หรือฉีดยาเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ขนาด 1-2 กรัมเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10-14 วัน

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาอาจส่งผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย เช่น ไข้ขึ้น เวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อ แต่อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ทุเลาลงในเวลาไม่นาน บางครั้งแพทย์อาจจ่ายยาพาราเซตามอล ช่วยบรรเทาอาการ ผู้ป่วยที่มีประวัติการแพ้ยาควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อประเมินและปรับตัวยาที่ใช้ในการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อต่อไป

โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

หากพบอาการป่วยของโรคนี้ แล้วได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่มีผลแทรกซ้อนในระยะยาว

การป้องกันซิฟิลิส

  1. งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ 
  2. มีเพศสัมพันธ์เฉพาะสามี-ภรรยา / คู่นอนของตนเองคนเดียวเท่านั้น
  3. ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (การใช้ถุงยางอนามัยสามารถลดการติดเชื้อซิฟิลิสได้ แต่ตัวถุงยางอนามัยต้องครอบคลุมบริเวณแผลด้วย)
  4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลซิฟิลิส คู่นอนอาจมีแผลที่ปาก ลิ้น อวัยวะเพศ ดังนั้นอาจติดเชื้อได้จากการ จูบ หรือทำ Oral sex
  5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา หรือยาเสพติดประเภทต่างๆ (การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มมึนเมา หรือการใช้ยาเสพติดต่างๆ มีผลทำให้ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ และอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันได้
  6. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้
  7. งดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  8. หญิงมีครรภ์ควรได้รับการตรวจเลือดคัดกรองโรคในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่ 8-12 ของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการส่งผ่านเชื้อไปยังทารก
  9. การทราบสถานะการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆของคู่นอน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์
  10. ไปพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการผิดปกติ อย่ารักษาด้วยตนเอง  หรือไปพบแพทย์เมื่อมีความกังวลหรือสงสัยว่าตนเองติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์รวมถึงซิฟิลิส

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • ซิฟิลิส https://www.pobpad.com/ซิฟิลิส
  • รู้เท่าทัน ป้องกัน โรคซิฟิลิส https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/syphilis
  • ซิฟิลิส https://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article/Details/บทความ-สุขภาพผู้หญิง/ซิฟิลิส
  • ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์ https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์/
  • โรคซิฟิลิส https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=883

ยาต้านฉุกเฉิน (PEP)

ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี เป็นยาที่ทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรคอื่น โดยก่อนการรับยาต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากประวัติของคนไข้ว่าตรงตามเงื่อนไขการรับยาหรือไม่ ประกอบกับการตรวจเลือดตามมาตรฐานสากล(คนไข้ที่จะรับยาจะต้องมีผล HIV เป็นลบ) และยาในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น    

รู้จักยา PEP คืออะไร

PEP ย่อมาจาก post-exposture prophylaxis หรือยาต้านฉุกเฉิน ทานหลังจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV  เป็นการรักษาระยะสั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยยาที่ใช้ในกลุ่มนี้เป็นประเภท Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NNRTIs) Integrase inhibitor strand transfer inhibitor (INSTs) และ Protease inhibitor(PIs) โดยทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง

การทานยาเป็ป(PEP) 

การทานยา เป็ป(PEP)   จำเป็นต้องทานให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ คือ ต้องทานภายในเวลา 72 ชั่วโมง หลังจากสัมผัสเชื้อมา หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งถ้าทานยาหลังจาก 72 ชั่วโมงไปแล้ว หรือทิ้งไว้นานก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาไม่ได้ผล 

การทานยา เป็ป(PEP) จะต้องทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน และทานยาต้านไวรัสประกอบกัน 2-3 ชนิด ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับผู้มีเชื้อเอชไอวี แต่ยาต้านไวรัสส่วนมาก มักมีผลข้างเคียง บางรายอาจมีอาการท้องเสีย ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน และอิดโรย โดยผลข้างเคียงนี้อาจมีอาการรุนแรงในบางราย จนทำให้เป็นสาเหตุของผู้ทานยา หยุดยาไปก่อนที่จะทานครบกำหนด

สาเหตุที่ต้องรับยาเป็ป ( PEP )

ยาเป็ป (PEP) เป็นยาต้านฉุกเฉิน ในกรณีการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และการรับยา PEP จะช่วยยับยั้งการกลายเป็นตัวไวรัสที่สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันก่อนจะแพร่กระจายในร่างกายได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานยาให้เร็วที่สุด

ใครบ้างที่ควรได้รับยาเป็ป ( PEP )

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถูกข่มขืน หรือ มีการป้องกันแต่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์เช่น ถุงยางหลุด ถุงยางฉีกขาด ฯลฯ
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ หรือ สัมผัสเลือด หรือ ได้รับสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ HIV
  • ไม่ได้สติขณะมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจเกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือฤทธิ์ยาบางชนิด
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • บุคคลากรทางการแพทย์ที่เกิดอุบัติเหตุ มีดบาด เข็มตำในโรงพยาบาลจากการทำหัตถการให้คนไข้
  • มีความถี่ในการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ให้บริการทางเพศบ่อย
  • มีการเข้ารับยาเป็ป (PEP) บ่อยครั้ง
  • มีการตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

จะรับยาเป็ป ( PEP )  มีขั้นตอนอย่างไร

  1. ขั้นตอนแรกต้องเข้ามารับคำปรึกษาประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์ก่อน
  2. หลังจากนั้นหากแพทย์ประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสมควรได้รับยา PEP  จริง จะต้องมีการเจาะเลือดคนไข้เพื่อตรวจว่าไม่ได้ติดเชื้อ HIV อยู่ก่อนแล้ว รวมถึงตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และสุขภาพโดยรวม ค่าไตค่าตับของคนไข้ด้วย ว่าพร้อมจะกินยาหรือไม่
  3. เข้าพบแพทย์ เพื่อเลือกตัวยาที่เหมาะสม
  4. รับยากลับบ้าน

ยาเป็ป ( PEP ) ป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้กี่เปอร์เซ็นต์

     การใช้ยา PEP ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ 100% แต่เนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อการที่คนคนนึงจะติดเชื้อ HIV หรือไม่หลังได้รับยา PEP นั้นมีมากมายหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งของโรคที่รับเชื้อมา ว่ามีปริมาณ viral load มากน้อยแค่ไหน ความเข็งแรงของตัวคนไข้เอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อโอกาสที่คนไข้จะติดหรือไม่ติดเชื้อ HIV ทั้งสิ้น   

ต้องกินยาเป็ป ( PEP ) นานแค่ไหน

การกินยา PEP ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับความเสี่ยง โดยกินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน(กินเวลาเดิม) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 28 วัน โดยสูตรยาที่กินจะมีทั้งแบบวันละครั้งและวันละ 2 ครั้ง หลังจากกินยาครบแพทย์จะนัดคนไข้มาเจาะเลือดเพื่อตรวจ HIV อีกครั้ง

ยาเป็ป ( PEP )  ฟรี 

การรับยา PEP สามารถเข้ารับบริการได้ตามสถานบริการของรัฐ เอกชน หรือคลินิกเฉพาะทางที่มีแพทย์ประจำ เนื่องจากการรับยาต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์ และจำเป็นจะต้องมีการตรวจเลือดทุกครั้งที่รับยา เพื่อความปลอดภัย และลดผลข้างเคียงที่อาจจะตามมาได้หลังจากการรับยา

ยาเป็ป ( PEP ) ซื้อที่ไหน

อย่างแรกก่อนการรับยาเป๊ป คุณจะต้องเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสเอชไอวีเสียก่อน เป็นการยืนยันผลว่าคุณไม่ได้มีเชื้ออยู่ก่อนแล้ว เพราะถ้าหากคุณมีเชื้อเอชไอวี จะไม่สามารถใช้ยาเป๊ปได้ รวมถึงมีการตรวจไวรัสตับอักเสบบี และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆด้วย การทานยาต้านฉุกเฉินนี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่สามารถหาซื้อทานได้เองตามร้านขายยาทั่วไป หรือทางออนไลน์ 

ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงๆ สามารถใช้ ยาเป็ป ( PEP )ได้ตลอดไหม

ยา PEP ควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น หากเรารู้ตัวว่าจะต้องมีความเสี่ยงของการติดเชื้อ HIV อยู่เป็นประจำ ควรใช้ยา PrEP ที่เอาไว้ทานร่วมกับการใช้ถุงเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ HIV จะเป็นวิธีที่เหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

ตรวจร่างกายก่อนไปทำงานต่างประเทศ ต้องตรวจอะไรบ้าง

การตรวจสุขภาพก่อนเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อกำหนดที่ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศทุกคน ในเกือบทุกประเทศทั่วโลกไม่อาจเลี่ยงได้ และสำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปทำงานที่ประเทศไหน การตรวจร่างกายก่อนออกเดินทางถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ เป็นการยืนยันว่ามีสุขภาพโดยรวมที่ดี และไม่เป็นโรคต้องห้ามสำหรับบางประเทศ และบางลักษณะงาน  และยังลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่อาจเกิดระหว่างทำงานในต่างแดนได้

ความสำคัญของการตรวจสุขภาพก่อนไปทำงานต่างประเทศ

การไปทำงาน หรือเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำหรับหลายๆ คน เนื่องจากมีค่าตอบแทนที่น่าพอใจ และอัตราการจ้างงานสูง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในการเดินทางไปต่างประเทศก็คือ เรื่องสุขภาพ เมื่อไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็อาจจะทำให้การเดินทาง และการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนั้นๆ มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นข้อสำคัญที่สุดคือ ควรที่จะต้องศึกษาก่อนว่า ประเทศที่สนใจจะเดินทางไปมีโรคต้องห้ามใดๆอยู่หรือไม่ เพื่อที่จะได้ตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้ตรงกับโรคที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของประเทศนั้นๆ เพราะการเดินทางไปยังต่างประเทศหรือต่างถิ่นที่อยู่ไกลๆ อาจมีโอกาสที่จะต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ ที่ไม่คาดคิดได้

ซึ่งการไปทำงานต่างประเทศนั้น ๆ โดยวิธีการที่ไปนั้นไม่ว่าจะไปกับบริษัทจัดหางานจัดส่งไป, กรมการจัดหางานจัดส่งไป, ติดต่อหางานได้ด้วยตัวเอง เป็นต้น

ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบที่สำคัญประการ หนึ่ง นั่นคือ การตรวจสุขภาพ หรือตรวจโรคก่อนไปทำงานยัง ประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สำหรับวัตถุประสงค์ของการตรวจสุขภาพก่อนไปทำงานต่างประเทศมีดังนี้

  • เป็นการตรวจความพร้อมด้านสุขภาพก่อนที่เราจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศนั้น โดยการตรวจสุขภาพจะทำให้ทราบว่าตัวเราเอง มีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่ และสามารถช่วยประเมินความเสี่ยงทางด้านภาวะสุขภาพของเราได้ เช่น ทำให้ทราบว่าเรามีสุขภาพแข็งแรงพร้อมสำหรับการทำงานหรือไม่ เพราะหากสุขภาพไม่พร้อมย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ซึ่งหากเกิดการล้มป่วยหรือบาดเจ็บย่อมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอย่างแน่นอน และที่สำคัญนายจ้างก็คงไม่อยากต้องมานั่งรับผิดชอบดูแลหากเราเกิดการเจ็บป่วยระหว่างที่ทำงาน เป็นต้น หากมีอุปสรรคด้านสุขภาพ จะได้คิดวางแผนการชีวิตที่เหมาะสมต่อไป
  • สำหรับบางประเทศการมีโรคประจำตัวจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน โดยเฉพาะหากงานที่ต้องทำนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างใช้แรงงาน การมีโรคประจำตัวอาจจะส่งผลให้อาการกำเริบรุนแรง เมื่อใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ดังนั้นหากตรวจพบว่าบุคคลนั้นมีโรคประจำตัวอาจจะส่งผลต่อการไปทำงานได้ สำหรับโรคต้องห้ามของการตรวจสุขภาพไปต่างประเทศส่วนใหญ่ จะประกอบไปด้วยโรควัณโรค โรคปอด ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส และโรคเอดส์ หรืออาจจะเป็นโรคต้องห้ามอื่น ๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเงื่อนไขของแต่ละประเทศ หากไม่เป็นโรคต้องห้ามใด ๆ ที่กำหนดไว้ ก็มีสิทธิ์เข้าไปทำงานในประเทศ นั้น ๆ ได้

ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนไปทำงานต่างประเทศ 

  • ขั้นตอนการตรวจจะคล้ายกับการตรวจร่างกายทั่วไป คือ ชั่งน้ำหนัก, วัดความดัน, วัดส่วนสูง, วัดสายตา ตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ, ตรวจอุจจาระ, เอ็กซเรย์ปอด และคัดกรองโรคต่างๆ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • โรคส่วนมากที่ต่างประเทศเน้นย้ำให้ตรวจก่อนเดินทางไปทำงาน คือโรคติดต่อที่อาจแพร่กระจายได้ เช่น โรคเรื้อน, เท้าช้าง, พยาธิ, โรคปอด, วัณโรคปอด (ในระยะแพร่กระจาย), โรคซิฟิลิส และ HIV/AIDS

การฉีดวัคซีน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกช่วยป้องกันโรคต้องห้ามในแต่ละประเทศ

ในการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ คืออีกวิธีที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคได้  ตัวอย่างเช่น ประเทศไต้หวัน จำเป็นต้องฉีดวัคซีน หัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) และให้ยาถ่ายพยาธิ

นอกจากนี้ยังมีวัคซีนอีกหลายชนิดที่จำเป็นต้องฉีดหากต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยพิจารณาจากประเทศที่ไป, กิจกรรมหรือลักษณะงานที่ทำและระยะเวลาอยู่อาศัย ซึ่งแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ

  1. วัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง (Required vaccine) เป็นไปตามกฏอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR) โดยในปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียวคือ วัคซีนไข้เหลือง ซึ่งผู้ที่จะต้องเดินทางไปยังประเทศในแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนนี้ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน
  2. วัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในผู้เดินทางตามความเหมาะสม (Recommended vaccine for travelers) โดยแพทย์จะพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ความเสี่ยงในการติดเชื้อในประเทศหรือสถานที่ที่จะไป, ระยะเวลาที่จะไป, กิจกรรมหรือลักษณะงานที่จะไปทำ ตลอดจนต้องพิจารณาถึงตัวผู้เดินทางและตัวโรคด้วย

เอกสารที่ต้องนำมาเมื่อมาตรวจสุขภาพไปต่างประเทศ

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ
  2. สำเนาหนังสือเดินทาง 1 ใบ
  3. รูปถ่ายสี หรือขาวดำ 1 นิ้วครึ่ง หรือ 2 นิ้ว 2 ใบ (หากต้องการใบรับรองแพทย์มากกว่า 1 ชุด กรุณาเตรียมรูปมาเพิ่ม 1 ใบ/ชุด)
  4. เขียนข้อมูลเหล่านี้ลงใน สำเนาบัตรประชาชน ให้ชัดเจน
    • ประเทศที่จะไปทำงาน
    • เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
    • ชื่อบริษัทที่รับทำงาน

ราคาค่าตรวจสุขภาพไปทำงานต่างประเทศ

โปรแกรมตรวจสุขภาพไปทำงานต่างประเทศ จะมีราคาตั้ง แต่ 500 – 1500 บาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดโปรแกรมตรวจสุขภาพของแต่ละประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น

ประเทศ รายการละเอียดการตรวจ ราคา
ยุโรป 1. CBC (ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด) 850
  2. UA (ตรวจปัสสาวะทั่วไป)  
  3. STOOL (ตรวจอุจจาระ)  
  4. VDRL (ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส)  
  5. HIV (ตรวจโรคเอดส์)  
  6. .CXR (เอกซเรย์ปอด)  
  7. ตรวจร่างกายโดยแพทย์  
     
สหรัฐอเมริกา 1.CBC (ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด) 560
  2.UA (ตรวจปัสสาวะทั่วไป)  
  3.STOOL (ตรวจอุจจาระ)  
  4.VDRL (ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส)  
  5.CXR (เอกซเรย์ปอด)  
  6.ตรวจร่างกายโดยแพทย์  
     
เกาหลี 1.CBC (ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด) 1500
  2.Blood group , RH (หมู่เลือด)  
  3.MALARIA (ตรวจหาเชื้อมาลาเลีย)  
  4.UA (ตรวจปัสสาวะทั่วไป)  
  5.STOOL (ตรวจอุจจาระ)  
  6.HBsAg (ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี)  
  7.VDRL,TPHA (ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส)  
  8.CXR (เอกซเรย์ปอด)  
  9.CHO (ตรวจไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด)  
  10.SGOT,SGPT,GGT (ตรวจการทำงานของตับ)  
  11.FBS (ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด)  
  12.ตรวจการได้ยิน  
  13.วัดสายตา ตรวจตาบอดสี  
  14.Pregnancy Test ตรวจปัสสาวะหาการตั้งครรภ์ (ผู้หญิง)  
  15.ตรวจร่างกายโดยแพทย์  

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

วิธีเลือกถุงยางอนามัยฉบับมือใหม่

ถุงยางอนามัยจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ อย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อการคุมกำเนิด หรือเพื่อป้องกันการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หูดหงอนไก่ เชื้อเอชไอวี โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นต้น  ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัย ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ซึ่งสามารถป้องกันได้มากถึงร้อยละ 98%

ถุงยางอนามัยคือ?

ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาละติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ ทำด้วยวัสดุจากยางพารา หรือโพลียูรีเทน โดยฝ่ายชายเป็นฝ่ายใช้สวมครอบอวัยวะเพศของตนเอง  และเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้เป็นอันดับต้นๆ สำหรับช่วยป้องกันการคุมกำเนิด และช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

ซึ่งปัจจุบันมีการผลิต และพัฒนาถุงยางอนามัยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ในหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งที่มีสีสัน ผิวเรียบ ผิวไม่เรียบ มีกลิ่น และรสผลไม้ รวมทั้งมีรูปทรงที่แปลกตามากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบเน้นวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกันไป การสวมถุงยางอนามัยควรใส่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น ไม่แนะนำให้สวมถุงยางอนามัยถึงสองชั้น เพราะอาจจะทำให้เกิดการเสียดสีของถุงยางอนามัยแต่ละชั้นไปมา ขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์อยู่ กลายเป็นเพิ่มโอกาสทำให้ถุงยางอนามัยแตกหรือรั่วซึมได้

ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย

  • หาซื้อง่าย ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์ ถุงยางอนามัย มีแจกจ่ายตามโรงพยาบาลและที่สาธารณะทั่วไปไม่มีผลข้างเคียงในการใช้คุมกำเนิดเหมือนการทานยาคุมกำเนิดของผู้หญิง
  • ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะน้ำอสุจิ เชื้อโรค หรือแบคทีเรียต่าง ๆ ไม่สามารถทะลุผ่าน ถุงยางอนามัย ได้ยกเว้น ถุงยางอนามัย ที่ผลิตมาจากลำไส้ของสัตว์เท่านั้น
  • สามารถมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ฝ่ายหญิงมีประจำเดือน หรือที่เรียกกันว่าฝ่าไฟแดงได้ (แต่ไม่แนะนำ)
  • ป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกให้แก่ฝ่ายหญิง
  • ราคาถูกและปลอดภัยกว่าการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นการสวมใส่ และใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ถึง 98%
  • มีหลายรูปทรง หลายกลิ่น หลายสี สามารถเพิ่มพูนความสุขระหว่างร่วมรักได้ง่าย

ชนิดของถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยที่มีการผลิตจำหน่ายมี 3 ชนิด โดยแบ่งตามวัสดุที่ใช้ ได้แก่

 ชนิดที่ทำจากลำไส้สัตว์ (Skin condom)

วัสดุที่ใช้ผลิตเป็นส่วนของลำไส้ส่วนล่างของแกะ ที่เรียกว่า caecum มีความหนา 0.15 มิลลิเมตร มีขนาดความกว้างตั้งแต่ 62 – 80 มิลลิเมตร สวมใส่ไม่รัดรูปแต่ไม่สามารถยืดตัวได้ ให้ความรู้สึกสัมผัสที่ดีในขณะมีเพศสัมพันธ์ เพราะเชื่อว่าวัสดุจากลำไส้สัตว์ สามารถสื่อผ่านความอบอุ่นของร่างกายสู่กันได้ แต่ในประเทศไทยไม่มีการผลิตจำหน่าย เนื่องจากมีราคาสูง

ชนิดที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ (rubber condom or latex condom)

ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติมีราคาถูก มีความบางและยืดหยุ่นได้ดีกว่าแบบทำจากลำไส้สัตว์ ขนาดความกว้างน้อยจึงน้อยกว่า เวลาสวมใส่ให้ความรู้สึกกระชับรัดแนบเนื้อ และสามารถใช้ได้ทั้ง เพื่อการคุมกำเนิด และป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

ถุงยางชนิดนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นประเภทที่ผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียม หรือน้ำมันหล่อลื่นผิวหนัง พวก Mineral oil ได้ เพราะจะทำให้โครงสร้างของน้ำยางเสื่อมลง ส่งผลต่อคุณภาพและการป้องกัน แต่ใช้ได้กับสารหล่อลื่นชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (water-based lubricant)

ชนิดที่ทำจาก Polyurethane หรือ Polyisoprene (ถุงยางพลาสติก)

ปัจจุบันมีการนำวัสดุอื่นมาผลิตเป็นถุงยางอนามัยด้วย เช่น สาร Polyurethane ถุงยางชนิดนี้ให้ความรู้สึกที่ดี เหนียวกว่า ทนต่อการฉีกขาดกว่าแบบที่ทำจากน้ำยางธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวแพ้ยางพารา สามารถใช้สารหล่อลื่นที่ผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียม หรือน้ำมันหล่อลื่นผิวหนัง พวก Mineral oil ได้  และที่สำคัญคือสามารถทำให้บางได้ถึง 01 มิลลิเมตร ทำให้รู้สึกเสมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย (feels like not wearing anything) แต่ราคาอาจสูงกว่าแบบน้ำยางพารา

การเลือกซื้อถุงยางอนามัย ควรเลือกตามวิธีดังนี้

  • ควรอ่านฉลากก่อนซื้อทุกครั้ง เพราะการอ่านฉลากเพื่อให้ได้รู้ว่าสินค้าตัวนั้น ๆ ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือไม่ รวมถึงข้อมูลด้านอื่น ๆ เช่น วันหมดอายุ หรือ ต้องใช้ก่อนวันที่เท่าไหร่ เป็นต้น
  • การเลือกประเภทของถุงยาง สำหรับในประเทศไทยโดยทั่วไปเราจะสามารถพบเห็นขนาดของถุงยางอนามัยที่วางขายในขนาด 49 มม. 52 มม. 54 มม. และ 56 มม. ซึ่งการเลือกซื้อเพื่อมาใช้งานควรเลือกขนาดของถุงยางให้เหมาะสม เพื่อให้การป้องกันเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    1. ถุงยางอนามัย ขนาด 49 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 11-12 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว) คือ ถุงยางอนามัยที่มีขนาดความกว้างเมื่อวางถุงยางที่คลี่แล้วแบนราบกับพื้น สามารถวัดความกว้างจากขอบหนึ่งถึงขอบหนึ่งได้ 49 มิลลิเมตร และมีความยาวไม่น้อยกว่า 160 มิลลิเมตร
    2. ถุงยางอนามัยขนาด 52 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 12-13 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว) คือ ถุงยางอนามัยที่มีขนาดความกว้างเมื่อวางถุงยางที่คลี่แล้วแบนราบกับพื้น สามารถวัดความกว้างจากขอบหนึ่งถึงขอบหนึ่งได้ 52 มิลลิเมตร และมีความยาวประมาณ 180 มิลลิเมตร
    3. ถุงยางอนามัย ขนาด 54 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 13-14 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 5 นิ้ว) คือ ถุงยางอนามัยที่มีขนาดความกว้างเมื่อวางถุงยางที่คลี่แล้วแบนราบกับพื้น สามารถวัดความกว้างจากขอบหนึ่งถึงขอบหนึ่งได้ 54 มิลลิเมตร และมีความยาวประมาณ 190 มิลลิเมตร
    4. ถุงยางอนามัยขนาด 56 มิลลิเมตร (เท่ากับ เส้นรอบวงองคชาต 14-15 เซนติเมตร หรือ ประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป)คือ ถุงยางอนามัยที่มีขนาดความกว้างเมื่อวางถุงยางที่คลี่แล้วแบนราบกับพื้น สามารถวัดความกว้างจากขอบหนึ่งถึงขอบหนึ่งได้ 56 มิลลิเมตร และมีความยาวประมาณ 214 มิลลิเมตร
  • การบรรจุ และการจัดวางสินค้า ก่อนซื้อเราควรตรวจดูว่ากล่องที่บรรจุถุงยางอนามัยชำรุด หรือฉีกขาดบ้างหรือไม่ เพราะตัวสินค้าภายในอาจมีความชำรุด ซึ่งไม่ควรนำมาใช้งาน นอกจากนี้ตัวสินค้ายังต้องถูกเก็บรักษาให้พ้นจากแสงแดดอีกด้วย 
  • ในปัจจุบันมีการผลิตถุงยางในรูปแบบต่าง ๆ มากมายเพื่อให้เลือกใช้งาน แต่ยังมีอยู่หลายแบบที่ไม่ได้รับการยืนยันความปลอดภัยจากคณะกรรมการอาหารและยา เราจึงควรคำนึงถึงจุดนี้ให้มาก ๆ เพราะแทนที่จะได้รับความปลอดภัยจากการมีเพศสัมพันธ์อาจจะได้รับอันตรายแทนได้

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

โรคหูด (Warts)

เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยไม่จำกัดเพศ และอายุ แม้ว่าจะไม่ได้อันตรายมากนัก แต่ต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเป็นแผลติดเชื้อที่หนักกว่าเดิม รักษายากกว่าเดิมได้

โรคหูด (Warts) คืออะไร?

หูด (Warts) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อฮิวแมนแปปิโลมาไวรัส (Human papillomavirus) หรือเอชพีวี (HPV) โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังเกิดการหนาตัวหรือแข็งตัวขึ้น  จนเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายของผิวหนัง ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาจมีขนาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น หูดอาจจะขึ้นเพียงเดี่ยว ๆ หรือขึ้นหลายตุ่มก็ได้ โดยมักจะขึ้นที่มือ เท้า ข้อศอก ข้อเข่า ใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรืออาจขึ้นตามผิวหนังส่วนอื่น ๆ รวมทั้งที่อวัยวะเพศก็ได้

โดยโรคนี้เมื่อเป็นแล้วก็ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด อาจจะทำให้ดูน่าเกลียดน่ารำคาญหรือทำให้มีอาการปวดได้เป็นบางครั้ง ส่วนมากแม้จะไม่ได้รับการรักษาก็มักจะยุบหายไปเองตามธรรมชาติภายหลังที่เป็นอยู่หลายเดือน แต่บางรายอาจเป็นอยู่แรมปีกว่าจะยุบหายไป และเมื่อหายแล้วก็อาจกกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

ระยะฟักตัวของโรค

หลังจากรับเชื้อมาจนเกิดอาการมักจะใช้เวลาประมาณ 2-8 เดือน

อาการของโรคหูด

  • มีติ่งนูนยื่นขึ้นมาบนผิวหนังขนาดหูดประมาณ 10 มิลลิเมตร
  • มีผิวหยาบ หรือผิวเรียบ
  • เกิดขึ้นทั้งเป็นตุ่มเดี่ยว และเป็นกลุ่ม
  • มีอาการคัน

สาเหตุการเกิดโรคหูด

โรคหูดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมน แปปิโลมา ไวรัส  หรือ เอชพีวี (Human Papilloma Virus – HPV) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิดย่อย โดยแต่ละเชื้อชนิดย่อยก็ทำให้เกิดหูดในตำแหน่งต่าง ๆ และมีหน้าตาของหูดแตกต่างกันไป เช่น เอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 1 จะก่อให้เกิดหูดที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ส่วนเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 6 จะก่อให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศภายนอก เป็นต้น

โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ได้อันตราย โดยทั่วไปหูดจะเกิดขึ้นบนมือหรือเท้าของผู้ป่วย แต่เชื้อไวรัส HPV บางสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศหญิง ซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หูดสามารถเกิดได้หลายที่ เช่น หูดที่นิ้วมือ หูดที่เท้า หูดที่มือ หูดที่นิ้ว หูดที่ลิ้น หูดที่หน้า หูดที่อวัยวะเพศ หูดในปาก หูดที่คอ

หูดเป็นโรคติดต่อที่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสจากคนที่เป็นหูดโดยตรง  แต่ผิวหนังที่มีบาดแผลหรือรอยถลอกจะติดเชื้อได้ง่ายกว่าผิวหนังที่ปกติ เพราะเชื้อไวรัสสามารถแทรกตัวลงไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาในการแบ่งตัวอยู่หลายเดือนจนกว่าจะเห็นเป็นก้อนหูด และเนื่องจากเชื้อหูดจะแบ่งตัวเฉพาะที่ผิวหนังและเยื่อบุเท่านั้น  จึงไม่ลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและไม่แพร่เชื้อเข้าสู่อวัยวะอื่น ๆ เชื้อชนิดนี้จึงไม่ติดต่อผ่านทางอื่น ๆ เช่น การไอ จามรดกัน หรืออย่างในกรณีที่มีหูดที่หน้า การมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ได้ทำให้ติดเชื้อหูดแล้วกลายเป็นหูดที่อวัยวะเพศหรือที่หน้า แต่ถ้าเอามือไปสัมผัสที่หน้า และมือก็ไปสัมผัสอวัยวะอื่น ๆ ด้วยก็อาจจะทำให้ติดเชื้อหูดจากหน้าได้

แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายก็มีลักษณะเป็นพาหะโรค คือ ผิวหนังดูเป็นปกติทุกอย่าง ไม่มีตุ่มนูนให้เห็น แต่ที่ผิวหนังยังมีเชื้ออยู่ จึงยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้จากการสัมผัสผิวหนังส่วนที่มีเชื้อเช่นเดียวกัน  ซึ่งคนบางกลุ่มจะมีแนวโน้มที่จะติดหูดได้ง่ายกว่าปกติ รวมทั้งในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันลดลงเช่นในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

หูด มีกี่ลักษณะ

ลักษณะของรอยโรคขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสและบริเวณที่เป็น สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้

หูดธรรมดา (Common Warts)

เป็นหูดที่พบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะของหูดชนิดนี้จะเป็นตุ่มนูนแข็ง ผิวค่อนข้างขรุขระ สีเหมือนผิวหนังหรือสีดำ อาจมีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ด พบบ่อยบริเวณแขน เข่า นิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อศอก ข้อเข่า ใบหน้า หนังศีรษะ เป็นต้น และอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้อื่น ๆ

หูดชนิดแบน (Plane warts, Flat warts

หูดชนิดนี้มีลักษณะมีลักษณะนูนขึ้นจากผิวเพียงเล็กน้อย เป็นเม็ดเล็ก ตุ่มแบน ผิวเรียบ สีเหมือนผิวหนัง  มักพบขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าผาก หลังมือ และหน้าแข้ง มีขนาดตั้งแต่ 1-5 มิลลิเมตร อาจมีจำนวนตั้งแต่ 2-3 ตุ่มขึ้นไปจนถึงหลายร้อยตุ่ม และอาจมารวมกันเป็นกลุ่ม ๆ 

หูดฝ่ามือฝ่าเท้า (Palmoplantar Warts หรือ Plamar warts and Plantar warts)

ลักษณะเป็นปื้นหนาแข็งฝังอยู่ในเนื้อ สีค่อนข้างเหลือง เมื่อยืนเดินลงน้ำหนักหรือกดทับจะเจ็บ พบได้ที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า  (ลักษณะคล้ายกับตาปลามาก แต่จะแยกกันได้ตรงที่หูดเมื่อใช้มีดเฉือนอาจมีเลือดไหลซิบ ๆ และอาจมีอาการเจ็บปวดได้ ส่วนตาปลาจะไม่มี) 

หูดที่อวัยวะเพศ หรือ หูดหงอนไก่ (Genital Warts, Condyloma Acuminatum)

ลักษณะเป็นตุ่มนูนสูงผิวขรุขระคล้ายหูดทั่วไป คล้ายหงอนไก่ พบบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และขาหนีบ มักติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก 

หูดที่เป็นติ่งเนื้อแข็งยื่นจากผิวหนัง

ลักษณะเป็นตุ่มขรุขระแต่ยาวคล้ายนิ้วมือเล็กๆ มักพบบริเวณใบหน้า และลำคอ

หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)

เกิดเป็นหูดเล็ก ๆ คล้ายสิวอยู่บริเวณผิวหนังชั้นนอก หูดข้าวสุกพบได้ตั้งแต่ทารก เด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ บางครั้งเกิดใกล้บริเวณอวัยวะเพศภายนอกทั้งชายและหญิง

หูดคนตัดเนื้อ (Butcher’s warts)

ป็นหูดที่เกิดจากการติดต่อจากคนสู่คน โดยมีเนื้อเป็นทางผ่าน จึงมักพบได้ในผู้ที่มีอาชีพแล่เนื้อดิบ ลักษณะของหูดจะเหมือนกับหูดทั่วไป แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าและมีผิวขรุขระมากกว่า โดยมักจะพบที่มือเป็นส่วนใหญ่

หูดที่เป็นติ่ง (Filiform warts)

หูดชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ มักขึ้นที่หนังตา ใบหน้า หรือริมฝีปาก

หูดเยื่อบุ เป็นหูดที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน

ผิวขรุขระคล้ายหูดทั่วไป มักพบได้ในช่องปาก ซึ่งเกิดจากการร่วมเพศโดยใช้ปาก และอาจพบได้ในเด็กที่คลอดทางช่องคลอดจากมารดาที่ติดเชื้อหูดบริเวณอวัยวะเพศ โดยได้รับเชื้อจากการกลืนหรือสำลักในขณะการคลอด นอกจากนี้ยังอาจพบหูดชนิดนี้ที่เยื่อบุตาอีกด้วย

เมื่อใด ควรไปพบแพทย์

  • เมื่อไม่แน่ใจว่าลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นตุ่ม และที่เป็นคือหูดหรือไม่
  • เมื่ออยากจะรักษาหูดเองที่บ้าน แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะรักษาด้วยวิธีไหน
  • เมื่อรักษาหูดด้วยตัวเองที่บ้านแล้วไม่หาย ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อยืนยันว่าตุ่มนั้นเป็นหูด ไม่ใช่มะเร็งหรือโรคผิวหนังชนิดอื่น
  • เมื่อมีเลือดออกจากหูด และหูดขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อเข้ารับการรักษาหูดและมีอาการผิวหนังอักเสบติดเชื้อ เช่น ผื่นแดง มีความรู้สึกปวด มีหนองบริเวณที่รักษา ในผู้ป่วยบางคนผื่นแดงและอาการปวดเป็นเรื่องปกติหลังการรักษา ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อทำความเข้าใจถึงผลข้างเคียงของการรักษา

การป้องกันโรคหูด

  • หากเป็นหูด ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปบริเวณอื่นของร่างกาย และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้
  • หูดอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก โดยมีปัจจัยโดยตรงมาจากภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่
  • เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นหูดหงอนไก่ หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นหูด ส่วนผู้ที่อยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นหูด ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าขนหนู เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ถุงมือ กรรไกรตัดเล็บ มีดโกน ฯลฯ
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเท้าเปล่าในสระว่ายน้ำสาธารณะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหูดที่เท้า โดยการสวมใส่รองเท้าในขณะอาบน้ำหรือรองเท้าแตะแบบหนีบอยู่เสมอ
  • ห้ามใช้เครื่องมือที่ใช้ตัดหรือเฉือนหูดร่วมกับผู้อื่น หรือพยายามหลีกเลี่ยงการทำเล็บในร้านที่ไม่สะอาด หรือตัดผมแบบที่มีการโกนขนหรือหนวดที่ต้องใช้ร่วมกัน
  • ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะหากมีการสัมผัสกับคนที่เป็นหูด
  • หลีกเลี่ยงการถูกหูดที่ตำแหน่งใหม่
  • ควรเช็ดมือ และเท้าให้แห้ง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหูดกับผู้ที่เป็นหูดโดยตรง
  • ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อได้บางชนิด ปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

การรักษาโรคหูด

แนวทางในการรักษาโรคหูดในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็นการรักษาด้วยยาใช้ภายนอก การผ่าตัดซึ่งก็มีอยู่หลายวิธี และการปล่อยไว้ไม่รักษา เพราะส่วนใหญ่หูดจะสามารถยุบหายไปได้เอง ซึ่งการรักษานี้จะไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุหรือเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นต้นตอแต่อย่างใด เพราะในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ แพทย์จึงเน้นการรักษาไปที่ปลายเหตุด้วยการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นรอยโรค จึงยังอาจทำให้มีเชื้อไวรัสหลงเหลืออยู่ในบริเวณรอบ ๆ ที่ผิวหนังที่เห็นเป็นปกติ ดังนั้นแม้จะเอาหูดและเนื้อเยื่อผิวหนังโดยรอบออกไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าเชื้อหูดจะหมดไป ทำให้มีโอกาสที่โรคนี้จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

ซึ่งโดยทั่วไปการรักษาหูดก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่

  1. การทายา ยาที่ใช้จะเป็นยาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิก กรดแลคติก กรดไตรคลออะซิติก แต่การรักษาหูดด้วยการทายาจะต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ หรือบางรายหลายเดือนกว่าจะหาย ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรซื้อยามาทาเอง
  2. การจี้ด้วยความเย็น โดยใช้ไนโตรเจนเหลว (Cryotherapy)  วิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับหูดขนาดไม่ใหญ่มาก โดยระหว่างจี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บหรือแสบ ต่อมาบริเวณที่จี้อาจจะพองเป็นตุ่มน้ำ และใหญ่ขึ้นเป็นถุงน้ำ หลังจากนั้นจะค่อยๆ แห้งลงและตกสะเก็ด และจะหายภายใน 1-3 สัปดาห์ ซึ่งอาจต้องจี้ซ้ำหลายครั้งจนกว่าจะหายขาด
  3. การจี้ด้วยไฟฟ้า เป็นการทำลายตุ่มหูดด้วยความร้อน วิธีนี้ได้ผลค่อนข้างดี แต่อาจทำให้มีแผลเป็นได้
  4. การรักษาด้วยเลเซอร์ วิธีนี้จะใช้เลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ซึ่งได้ผลดีแต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
  5. การผ่าตัด คือการผ่าตัดเอาก้อนหูดออก ใช้สำหรับหูดที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
  6. การทายาเพื่อกระตุ้นภูมิ (DCP) หรือ ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) วิธีทำคือ การฉีดสารบางชนิดไปยังบริเวณหูด เพื่อกระตุ้นภูมิของร่างกายให้มาทำลายหูด จะใช้ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีการอื่นไม่ได้ผล หรือหูดมีปริมาณมาก การรักษาใช้เวลาหลายเดือนและต้องมาทายาที่โรงพยาบาลทุกสัปดาห์

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

CD4 คืออะไร? และมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร?

HIV เป็นเชื้อไวรัสที่จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และเชื้อไวรัสต่าง ๆ เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว ถูกทำลายจนอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกเชื้อไวรัสเอชไอวีโจมตีจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้และก่อให้พัฒนาจนกลายเป็นโรคเอดส์ (AIDS) เต็มขั้น

การตรวจวัดจำนวน CD3/CD4/CD8 ในกระแสเลือด ซึ่งเป็น CD ที่มีความจำเพาะกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันชนิดที่ต้องมีการกระตุ้น ( Adaptive Immune Response ) คือ กลุ่มเม็ดเลือดขาว ชนิดที่สร้างแอนติบอดี ( B cells ) หรือ กลุ่มเม็ดเลือดขาวที่เป็นหน่วยความจำ ( T cells ) และมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

T-cells _ T-helper cells

CD4 คืออะไร?

CD4 cells ย่อมาจากคำว่า Cluster of Differentiation 4 บางครั้งถูกเรียกว่า T-cells หรือ T-helper cells 

CD4 คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่ควบคุม และต่อสู้กับเชื้อโรค และมีบทบาทในการจัดระบบภูมิต้านทานของร่างกายต่อการติดเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส หลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่า CD4 คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือภูมิต้านทานในร่างกายของผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพียงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ในคนที่ร่างกายปกติก็มีเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือ CD4 เช่นเดียวกัน

กลไกของการติดเชื้อเอชไอวี หรือกระบวนการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวของของเชื้อเอชไอวีกัน

การเข้าใจกลไกของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เป็นการช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของยาต้านไวรัส แต่ละประเภทด้วย โดยมี 5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. เชื้อเอชไอวีเริ่มยึดเกาะเข้ากับผนัง CD4 โดยใช้หนามที่มีอยู่รอบ ๆ เซลล์แทงยึดที่เต้ารับของ CD4  จากนั้นจะเริ่มแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการติดเชื้อเอชไอวี
  2. หลังจากที่ยึดเแน่นแล้ว เยื่อหุ้มเอชไอวีจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเยื่อหุ้ม CD4 เมื่อเจาะเกราะหุ้ม CD4 ได้ เชื้อเอชไอวีจะพุ่งเข้าไปในเซลล์ CD4 ทันที
  3. เมื่อเข้าเซลล์ได้ รหัสพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี (RNA) จะพุ่งสู่ใจกลางเซลล์ CD4 และก๊อบปี้ตัวเองขึ้นมา โดยขโมยโปรตีนของเซลล์ CD4 มาใช้ในการสร้างเนื้อตัวของลูกหลานตัวใหม่ เซลล์เอชไอวีรุ่นใหม่จะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าของเก่า
  4. เมื่อได้ทุกสิ่งอย่างครบตามองค์ประกอบเดิมเชื้อเอชไอวี ตัวใหม่ก็จะผุดออกมาจากเซลล์ CD4 โดยดึงเนื้อหนังมังสามาจากผนังของ CD4 มาสร้างเปลือก
  5. กองทัพเชื้อเอชไอวีถูกปล่อยออกมาจาก CD4 พร้อม ๆ กันหลายตัว การแบ่งตัวแบบทวีคูณนี้ทำให้เชื้อเอชไอวีสามารถรวมกันเป็นขบวนการทำร้าย CD4 เซลล์อื่น ๆ ที่ยังแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายประมาณ 3-12 สัปดาห์ ร่างกายจะสังเคราะห์แอนติบอดี้เพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมออกมา เพื่อจะจับกุมเชื้อเอชไอวี แต่ก็สายไปแล้ว แอนติบอดี้ที่ร่างกายผลิตขึ้นมานี้ คือ สารที่ตรวจเจอเวลาเราไปตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีนั้นเอง

หลังจากที่ CD4 ถูกทำลายแล้วจะเป็นอย่างไร

CD4 ที่ถูกเชื้อเอชไอวีใช้ในการแบ่งตัวจะไม่สามารถทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม ได้อีกต่อไป CD4 เหล่านั้นจะหมดสภาพ และถูกทำลายไป ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทางตรง:  

CD4 ที่ติดเชื้อจะเอชไอวีถูกขโมยเนื้อเยื่อ และสารประกอบไปผลิตเชื้อเอชไอวีตัวใหม่ และเมื่อลูกหลานของเชื้อเอชไอวีจำนวนมากผุดออกมาจากเซลล์ CD4 ตัวนั้นจะตายลง เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกทำลายอย่างหนัก หรือถ้ายังไม่ตายในทันทีก็ จะหมดอายุและตายในเวลาต่อมา

ทางอ้อม:  

CD4 ที่ติดเชื้ออาจตั้งโปรแกรม ทำลายตัวเอง (Apoptosis) เมื่อระบบ และกลไกการทำงานของเซลถูกรบกวนจากการผลิตลูกหลานของเชื้อเอชไอวี ผู้มีเชื้อส่วนใหญ่ จะมีเซลล์ Apoptosis ในกระแสเลือด และต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากกว่าคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี

CD4 ที่เท่าไหร่ถึงเรียกว่าระดับน่าเป็นห่วง

ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจากการตรวจวัด CD4 จะอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 200  ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาสเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้หากผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัส จะทำให้ค่า CD4  เพิ่มขึ้นตามลำดับ และจะเริ่มคงที่อยู่ที่ระดับ 500 – 600 ตามแต่สภาพทางร่างกายของแต่ละคน แต่ถึงอย่างไรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่มีร่างกายปกติ การรับประทานอาหารให้ครบ  5 หมู่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอก็จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีได้

CD4 สำคัญอย่างไรกับ HIV

CD4 สำคัญอย่างไรกับผู้ติดเชื้อ HIV?

ในการติดเชื้อเอชไอวีมีเพียงประมาณ 5-10% ของเซลล์ภูมิคุ้มกัน CD4 ส่วนที่เหลือ 90-95% ตายแล้วจากการทำลายของเชื้อเอชไอวี จะเห็นได้ว่าการที่ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน เกิดจากจำนวน CD4 ที่ลดลง มากกว่าปัญหาจากจำนวนเชื้อ HIV ที่เพิ่มมากขึ้น เพราะถือว่าผู้ติดเชื้อนั้นเข้าสู่ระยะที่เป็นโรคเอดส์  และมีโอกาสที่จะเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส  เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumocystis (PCP) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบมากในผู้ป่วยเอดส์เป็นอันดับ 2 รองจากวัณโรค

ระดับ CD4 และการรักษา HIV

ระดับ CD4 จะช่วยกำหนดการเริ่มรับยาต้านไวรัส HIV และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการรักษาได้ผลหรือไม่ 

เมื่อระดับ CD4 ของคุณต่ำกว่า 350 แพทย์จะเริ่มแนะนำให้คุณรับยาต้านไวรัส ซึ่งในระดับนี้ยังขึ้นอยู่กับคุณว่าต้องการรับยาต้านหรือไม่ แต่ ถ้า CD4 อยู่ที่ 200-250 คุณควรจะต้องรับยาต้านไวรัส เนื่องจากระดับ CD4 บ่งชี้ว่าคุณมีความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อการเป็นโรคเอดส์ แต่ถ้าคุณรอจนกระทั้ง CD4 อยู่ในระดับต่ำกว่า 200 คุณมีแนวโน้มที่ตอบสนองต่อยาต้านไวรัสได้น้อย ในขณะที่คนที่มี CD4 มากว่า 350 จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆเลย ถ้าบุคคลนั้นรับยาต้านไวรัส

เมื่อคุณ เริ่มรับยาต้านแล้ว ระดับ CD4 จะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่ถ้าระดับ CD4 ยังคงลดลงในการตรวจหลายๆครั้ง คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผิดปกติในการรักษา

ทำไมต้องเพิ่ม CD4

ทำไมต้องเพิ่ม CD4 อย่างรวดเร็ว

การเพิ่ม CD4 ให้สูงขึ้น มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย มากกว่าการลดจำนวนเชื้อ HIV ให้น้อยลง เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยมีค่า CD4 เพิ่มสูงขึ้นจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่างๆ หรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้ด้วย  การเพิ่ม CD4  โดยทั่วไป อาจทำได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ  การทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และการออกกำลังกายสามารถเพิ่ม CD4 ได้

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • การตรวจ CD3/CD4/CD8 Cell Count คืออะไร? https://wincellresearch.com/cd3-cd4-cd8/
  • CD4 คืออะไร? http://buddystation.ddc.moph.go.th/basic005/
  • CD4 คืออะไร https://www.scimath.org/article-science/item/8478-cd4
  • CD4 คืออะไร https://sites.google.com/site/aidsfriend/knowledge/cd4-khux-xari

อาการ HIV เป็นอย่างไร? เป็นเอดส์รักษาหายไหม?

ปัญหาการติดเชื้อ HIV และเอดส์ เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตทั่วโลก และยังเป็นโรคที่คุกคามมนุษยชาติที่ร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งในปัจจุบันนี้ เนื่องจากยังเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ด้วยการทานยาต้านไวรัส เพื่อสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป

การติดเชื้อ HIV ไม่เท่ากับ โรคเอดส์ เสมอไป!

เอชไอวีเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ เมื่อมีคนติดเชื้อเอชไอวี พวกเขายังสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปีก่อนที่จะเกิดโรคเอดส์ที่สมบูรณ์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) อีกนัยหนึ่งก็คือ โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถกินยาเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเอดส์ได้ 

อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง

1. สังเกตว่าตัวเอง มีความเหนื่อยมาก โดยไม่มีสาเหตุหรือไม่ โดยเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาแม้พึ่งจะนอนมาเต็มอิ่มหรือเปล่า ถ้าอาการเหล่านี้ยังคงอยู่นานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ก็ควรไปตรวจเลือดให้มันใจว่าไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี

2. สังเกตว่ามีไข้ หรือมีเหงื่อออกมาก ในตอนกลางคืนหรือไม่  การมีไข้ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ เพราะอาการเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้น ของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะเป็นระยะของการติดเชื้อเริ่มแรก หรือระยะเฉียบพลัน บางคนอาจจะไม่มีอาการเหล่านี้ แต่บางคนก็จะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น  หลังจากติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์

3. สังเกตว่าต่อมที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบนั้นบวมหรือไม่ หากต่อมน้ำเหลืองมีการบวมแสดงว่ามีการตอบสนองต่อการติดเชื้อของร่างกายซึ่งจะเกิดในช่วงแรกกับผู้ติดเชื้อบางคนจะไม่ได้มีอาการนี้ทุกคน

4. สังเกตว่ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียหรือไม่ อาการเหล่านี้จะเกิดร่วมกันกับไข้หวัดใหญ่ แต่ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือน ของการติดเชื้อเอชไอวีในระยะเริ่มแรกได้เช่นกัน เพราะถ้าอาการเหล่านี้คงอยู่เป็นเวลานาน ควรที่จะรีบเข้ารับการตรวจเลือดโดยเร็ว

5. สังเกตว่ามีแผลเปื่อย ตามบริเวณปาก หรืออวัยวะเพศหรือไม่ เพราะถ้าคุณมีแผลเปื่อยตามบริเวณปากควบคู่ไปกับอาการอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะถ้าปกติแล้วคุณไม่ค่อยมีเป็นแผลเปื่อยบริเวณปาก นี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณ ของการติดเชื้อเอชไอวีขั้นต้นได้ และการเป็นแผลเปื่อยที่อวัยวะเพศ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

6. สังเกตว่ามีผื่น มีรอยฟกช้ำและอักเสบบนผิวหนังหรือไม่ โดยผื่นจะขึ้นเป็นหย่อมๆ มีรอยฟกช้ำเป็นจุดบนผิวหนัง รอยจ้ำเลือด โดยผื่นจะลามขยายตัวเป็นวงกว้างแล้วค่อยๆหายไป เช่น ผื่นโรคเริม งูสวัด หูดข้าวสุก หรือเชื้อรา ขึ้นตามร่างกาย

7. สังเกตว่าน้ำหนักลดลง ถ่ายหนัก อุจจาระร่วงหรือไม่ โดยน้ำหนักลดลงในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างผิดวิสัย

8. สังเกตมีอาการไอแบบแห้งๆ เรื้อรังติดต่อเป็นระยะเวลานานหรือไม่ อาจมีอาการหายใจติดขัด หอบ เหนื่อยร่วมด้วย

9. สังเกตว่ามีอาการสมาธิสั้น กระวนกระวาย ขี้กังวลและหงุดหงิดง่ายขึ้นหรือไม่ และอาจทำให้มีความจำสั้นมากขึ้นด้วย

10. สังเกตว่าเล็บมีรูปร่างและสีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เช่น บิดโค้งงอ แยกชั้น ไม่มันเงา

11. สังเกตอาการชาตามนิ้วมือและนิ้วเท้าหรือไม่ อาการมือและเท้าชา หมดแรง ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ตามต้องการ

12. สังเกตว่ามีฝ้าขาวในปากหรือลิ้นหรือไม่  ฝ้าขาวในปาก ลิ้น และในลำคอ อาจเกิดขึ้นนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป

12. สังเกตว่าตนเองนั้นได้เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงจากการเชื้อเอชไอวี ซึ่งการฟักตัวกลายเป็นโรคเอดส์แบบเต็มขั้นซึ่งจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว และจะก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย

ตุ่มเอดส์

ตุ่มเอดส์ อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV

ตุ่ม AIDS  หรือที่บางคนชอบเรียกว่า ผื่นหรือตุ่ม HIV ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของการติดเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายมักเกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกหลังรับเชื้อ 

AIDS Blister เป็นอาการของการติดเชื้อเอชไอวี ตุ่มพองเป็นแผลที่เต็มไปด้วยของเหลวที่ไม่เจ็บปวด ซึ่งมักปรากฏที่หลังส่วนล่างของปากในช่วงหลายวันถึงหลายสัปดาห์หลังการติดเชื้อเอชไอวี เป็นที่รู้จักกันว่า leukoedema ในช่องปาก ซึ่งจะเกิดที่ใดก็ได้ในปาก แผลพุพองจากโรคเอดส์ มักจะเปิดออกและกลายเป็นแผลดิบก่อนที่จะหายไปแล้ว ทิ้งแผลหรือตกสะเก็ดไว้เบื้องหลัง

สาเหตุของการเกิดตุ่มเอดส์

90% ของผู้ติดเชื้อไวรัส HIV จะมีอาการทางผิวหนังในบางระยะของการเป็นโรค หนึ่งในอาการนั้นก็คือ การเกิดผื่นขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อไวรัส HIV โดยตรง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาที่รักษาการติดเชื้อไวรัส HIV ก็ได้  ซึ่งไม่ว่าผื่นนั้นจะเกิดจากการใช้ยา หรือจากตัวเชื้อไวรัส HIV เอง โดยส่วนใหญ่ผื่นนั้นจะมีสีแดงแบนบนผิวหนังและมีตุ่มนูนแดงอยู่ด้านบน

ความรุนแรงของผื่น

ผื่นบางชนิดมีอาการไม่รุนแรง ในขณะที่บางชนิดจะทำให้เกิดการทำลายผิวหนังอย่างรุนแรงถึงขั้นอันตรายแก่ชีวิตได้ 

ผื่นที่พบได้น้อยแต่รุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ยา เรียกว่า กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome: SJS) เมื่อผื่นชนิดขึ้นและมีอาการมากกว่า 30% ของร่างกาย จะเรียกว่า Toxic Epidermal Necrolysis อาการของกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน ประกอบด้วย

  • ตุ่มพองน้ำบนผิวหนังและเยื่อบุ
  • ผิวชั้นนอกจะลอกออกเป็นแผ่น เหมือนแผลถูกไฟไหม้
  • ผื่นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มีไข้ อ่อนเพลีย 
  • ลิ้นบวม
  • ปวดแสบร้อนตามผิว ผิวแดงไปทั้งตัว
  • แผลในปาก ริมฝีปาก 
  • ตาอักเสบ
การรักษา HIV

วิธีการรักษา HIV และโรคเอดส์

การรักษา HIV

คือ การใช้ยายับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส หรือยาต้านเชื้อไวรัสซึ่งต้องกินยาไปตลอดชีวิตเรียกว่า Antiretroviral therapy เราสามารถติดตามผลการรักษาได้จากการเจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ และนับปริมาณไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) 

เป้าหมายสำคัญในการให้ยาก็เพื่อให้การติดเชื้อเอไอวี อยู่ในระยะที่ 2 หรือระยะสงบต่อไปนานๆ ชะลอการพัฒนาเป็นโรคเอดส์ และการใช้ยารักษาโรคติดเชื้อต่างๆที่เกิดขึ้นจากการมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยติดเชื้อชนิดใด เช่น ติดเชื้อวัณโรคก็ให้ยารักษา วัณโรค ติดเชื้อราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

ารรักษาโรคเอดส์ 

เป็นเพียงยาที่ใช้เพื่อยับยั้งไม่ให้ไวรัสเอดส์เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อเอดส์ให้หมดไปจากร่างกายได้ ยาต้านไวรัสเอดส์ในปัจจุบันมี 3 ประเภทคือ

          1. Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) ได้แก่ AZT ddl ddC d4T 3TC ABC รับประทานยาต้านไวรัสเอดส์

          2. Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs) ได้แก่ NVP EFV

          3. Protease Inhibitors (Pls) ได้แก่ IDV RTV Q4V NFV 

สามารถตรวจ HIV ฟรี ได้ที่ไหนบ้าง?

คนไทยสามารถตรวจ HIV ฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง เพียงแค่มีบัตรประชาชน ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เฉพาะโรงพยาบาลรัฐและศูนย์อนามัย หรือคลินิกที่ร่วมโครงการ เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวที่จะตรวจ เมื่อเราเสี่ยงมา ให้รีบไปตรวจ เพราะ HIV ตรวจเร็วรักษาได้

หรือสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกได้ ซึ่งแต่ละที่จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป ประมาณได้ราว ๆ 500 – 1,000 บาท/ครั้ง

ป้องกันตนเองอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ HIV

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • มีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ 
  • ก่อนสมรส หรือมีลูก ควรมีการตรวจเลือด
  • งดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
  • พาคู่รักและตนเองไปตรวจเลือด หรือรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ 
  • หลีกเลี่ยงการสักตามผิวหนัง การเจาะส่วนต่างๆของร่างกายเพราะสถานบริการบางแห่งอาจรักษาความสะอาดของเครื่องมือไม่ดีพอ

การติดเชื้อ HIV หายได้ไหม?

การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ยังเป็การรักาษด้วยยาที่ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวีเท่านั้น รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคสู่คนอื่น แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติ และมีอายุขัยใกล้เคียงคนปกติ  หลังจากทานยาต้านไวรัสเป็นเวลานาน จะพบเชื้อน้อยลงจนแทบไม่พบเชื้อ แพทย์ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหายขาดแล้ว ผู้ป่วยยังต้องทานยาต่อไปตลอดชีวิต

สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาอยู่แล้ว ควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพราะปัญหาที่พบบ่อยคือ การรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทำให้รักษาได้ยาก

สิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรปฏิบัติ

สิ่งที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรปฏิบัติ

  • เริ่มการรักษาโดยทันที เมื่อทราบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี
  • รับประทานยาในทุกๆ วัน อย่าลืม อย่างดเว้นการทาน และทานยาให้ตรงเวลา การทานยาเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วย เพราะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ป้องการระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
  • พบแพทย์เสมอเมื่อถึงเวลานัด ผู้ป่วยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ มีการตรวจติดตามอาการตลอด เฝ้าระวังในการรักษา
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  มีสารอาหารครบถ้วน อาหารมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
  • ดูแลสุขภาพจิต เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยจะรู้สึกแย่กับชีวิต จิตใจแย่ลง ฟุ้งซ่าน กลัว และกังวล หรืออาจคิดทำร้ายตัวเอง ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาทางสุขภาพจิต เพื่อหาเพื่อนคุย หาที่ปรึกษาที่ดี ที่สามารถให้คำปรึกษาได้ และพยายามมองโลกในแง่ดีให้มากๆ ขึ้น
  • เลิกบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น
  • เลิกใช้ยาเสพติด เพราะอาจทำให้อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยแย่ลงได้
  • ลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรับเชื้อ หรือแพร่เชื้อเอดส์
  • งดการบริจาคเลือด อวัยวะ
  • หากเป็นหญิง ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ถึง 30%
  • ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่กังวล รวมทั้งอาจฝึกสมาธิ
  • อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์ https://www.ชุดตรวจเอชไอวี.com/วิธีสังเกตคนเป็นเอดส์/
  • อาการเอดส์ ระยะแรก คุณติดเชื้อ HIV ไหม จะรู้ได้ยังไง https://www.health-iv.com/บทความ/โรคติดต่อ-เพศสัมพันธ์/อาการเอดส์-ระยะแรก-คุณติดเชื้อ-hiv-ไหม-จะรู้ได้ยังไง/
  • ตุ่มเอดส์ อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV https://www.health-iv.com/บทความ/โรคติดต่อ-เพศสัมพันธ์/ตุ่มเอดส์-อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ-hiv/

วิธีการอ่านผลของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI)

จากการพัฒนาด้านการแพทย์ที่ก้าวล้ำไปสู่การคิดค้นเครื่องมือ ที่สามารถใช้ตรวจวินิจฉัยโรคหรืออาการเบื้องต้นได้เอง เป็นแนวทางที่เรียกได้ว่าตรงกับความต้องการของการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับหลากหลายชุดตรวจที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ชุดตรวจครรภ์ ชุดตรวจซิฟิลิส เครื่องวัดระดับน้ำตาล (โรคเบาหวาน) และที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกนั่นก็คือ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง  เนื่องจากเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับลักษณะของอาการไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนกับโรคอื่น ๆ จึงเป็นที่ทราบกันดีว่าการตรวจพบเชื้อโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาที่ไม่นำไปสู่อาการของโรคฉวยโอกาสตามมาภายหลังได้

ทั้งนี้การตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน ได้มีแนวทางที่มากยิ่งขึ้นจากเดิมด้วยการคิดค้นชุดตรวจที่สามารถตรวจคัดกรองเอชไอวีเบื้องต้นได้ นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงและไม่สะดวกเข้ารับการตรวจยังสถานพยาบาล อาจด้วยความต้องการความเป็นส่วนตัวสูง รวมไปถึงความสะดวกในการใช้งาน ที่ทราบผลได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสถานพยาบาล ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเพื่อให้ได้รับผลตรวจที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการตรวจคัดกรองโดยแพทย์

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI) ทางเลือกที่คุณมั่นใจได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีในการตรวจเอชไอวี ได้พัฒนามาสู่มือของคนทั่วไปได้สะดวกและง่ายดาย ด้วยการออกแบบชุดอุปกรณ์ที่ไม่ว่าใคร ก็สามารถใช้ตรวจเอชไอวีด้วยตนเองแบบเบื้องต้นได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้ด้านการแพทย์หรือไม่เคยมีประสบการณ์การตรวจมาก่อนก็ตาม ชุดตรวจเอชไอวี INSTI นับว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ด้วยจุดเด่นที่ใช้รูปแบบการเจาะเลือดจากปลายนิ้วมือเพื่อการวินิจฉัยเพียง 1 หยดเท่านั้น  โดยการตรวจหาปริมาณแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี-1 และเอชไอวี-2 ซึ่งเป็นวิธีการที่แม่นยำสูงถึง 99%

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองโดยทั่วไปแล้วมักจะตรวจพบเชื้อได้ต่อเมื่อ ผู้ตรวจติดเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ชุดตรวจของ INSTI ได้ชื่อว่าเป็นชุดตรวจที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนี้ เพราะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมกว่า ซึ่งสามารถพบเชื้อเอชไอวีได้เร็วว่า 2 สัปดาห์ มากไปกว่านั้นคือสามารถทราบผลเลือดได้เร็วใน 1 นาทีเท่านั้น ประกอบกับได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสากล พร้อมกับผ่านการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการพัฒนาชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองให้มีความปลอดภัยแและได้มาตรฐานที่มั่นใจได้มากที่สุด

ส่วนประกอบของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง อินสติ (INSTI)

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดเบื้องต้นหลังจากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่มั่นใจว่า ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง จะมีความผลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ ข้อสงสัยเหล่านี้จะหมดไปอย่างแน่นอน เนื่องจากชุดตรวจของ INSTI ได้มีข้อแนะนำการใช้งานรวมไปถึงข้อชี้แนะเกี่ยวกับการอ่านผลตรวจไว้ให้ภายในชุดตรวจ ซึ่งได้มีการระบุการแสดงผลไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังได้แนะนำแนวทางในการที่เหมาะสมหลังจากทราบผลเลือด โดยผู้ตรวจจะต้องเข้าใจทุกชิ้นส่วนของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเอง อินสติ (INSTI) ก่อนเป็นอันดับแรก คือ

  • เข็มที่ใช้ในการเจาะเลือดด้วยตัวเอง บริเวณปลายนิ้ว จำนวน 1 ชิ้น
  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจ  จำนวน 1 ชิ้น
  • พลาสเตอร์ปิดแผล สำหรับพันแผลหลังจากเจาะ จำนวน 1 ชิ้น
  • น้ำยาเจือจาง ฝาสีแดง ขวดหมายเลข 1 จำนวน 1 ขวด
  • น้ำยาปรับสี ฝาสีน้ำเงิน ขวดหมายเลข 2  จำนวน 1 ขวด
  • น้ำยาปรับความชัด ฝาขาวใส ขวดหมายเลข 3 จำนวน 1 ขวด

การอ่านผล ชุดตรวจเอชไอวี อินสติ (INSTI)

เมื่อผู้ตรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจที่ได้แนะนำไว้โดยละเอียดแล้ว สิ่งที่รอคอยนั่นก็คือผลการตรวจเอชไอวีที่สามารถทราบได้ใน 1 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่ารวดเร็วและแม่นยำ ตอบโจทย์การตรวจด้วยตนเองอย่างมาก ซึ่งผลการตรวจแน่นอนว่าจะออกผลเป็น 3 อย่าง  คือ 

ไม่เกิดปฏิกิริยา (NON-REACTIVE)

เป็นผลการตรวจเอชไอวีที่แสดงให้เห็นว่าไม่พบเชื้อในร่างกาย ซึ่งชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจะแสดงผลเฉพาะบริเวณจุดด้านบนเท่านั้น (จุดใกล้เคียงกับ C) *ทั้งนี้ผู้ตรวจจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าชุดตรวจมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบได้ หากว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีในระยะฟักตัว หรือช่วง 2 สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือน โดยปัจจัยสำคัญคือภูมิต้านทานของแต่ละคน ดังนั้นเพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ตรวจควรเว้นระยะการตรวจซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าไม่พบเชื้อจริง รวมถึงหมั่นสังเกตอาการของตนให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 เกิดปฏิกิริยา (REACTIVE) 

เป็นผลการตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยชุดตรวจจะแสดงผลทั้ง 2 จุดอย่างชัดเจน หรือ บางกรณีจุดที่ใกล้กับตัว C อาจชัดกว่าจุดถัดไป ยังนับว่าเป็นมีโอกาสสูงที่ผู้ตรวจอาจได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสิ่งที่ควรทำต่อจากการทราบผลคือควรเข้ารับการตรวจยืนยันอีกครั้งจากแพทย์ภายในสถานพยาบาล และเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ไม่สามารถแปลผลได้ (INVALID RESULT)

เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก เนื่องจากส่งผลจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย ผู้ตรวจเจาะเลือดได้ในปริมาณน้อยเกินไป หรือ ปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ครบถ้วน เป็นต้น โดยที่ชุดตรวจจะไม่แสดงผลใด ๆ ให้เห็น หรือ แสดงเพียงจุดด้านล่างเท่านั้น 

การอ่านผลตรวจจากชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง INSTI ถือเป็นรูปแบบการอ่านค่าพื้นฐานที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย หากผู้ตรวจได้อ่านทำความเข้าใจเอกสารคู่มือที่ได้แนบมาภายในชุดตรวจอย่างละเอียด ประกอบกับทำตามขั้นตอนการตรวจด้วยตนเองครบถ้วนอย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่าผลตรวจที่ออกมาย่อมมีความแม่นยำเชื่อถือได้ ทั้งนี้ผู้ตรวจควรรับมือกับผลการตรวจอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการป้องกันมากที่สุด ตลอดจนการเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันจากแพทย์อีกครั้งเมื่อทราบผลว่าตนติดเชื้อเอชไอเอชวี

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง มีข้อดีอย่างไร ทำไมผู้ที่มีความเสี่ยงควรใช้?

หลายปีมานี้เชื่อว่าหลายประเทศทั่วโลกรู้จักอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่สามารถช่วยลดปริมาณผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีชื่อว่า ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ที่ได้พัฒนาให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการตรวจคัดกรองเบื้องต้นในสถานพยาบาล แต่ด้วยความที่หลายคนยังคงมีความไม่มั่นใจต่อคุณภาพของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของความแม่นยำ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความเป็นส่วนตัวในการตรวจ ตลอดจนปัจจัยโดยทางอ้อมอีกมากมายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อหรือไม่ หากใครที่ยังคงมีคำถามเหล่านี้อยู่ แนะนำให้ติดตามบทความนี้จนจบเพื่อทำความเข้าใจ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองให้มากยิ่งขึ้น รับรองว่าข้อสงสัยต่าง ๆ จะได้รับข้อมูลประกอบการพิจารณาได้มากกว่าเดิมแน่นอน

คุณต้องทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของการตรวจเอชไอวีก่อนเป็นอันดับแรก

ก่อนที่จะถึงเนื้อหาของข้อดีในการตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ควรทำความเข้าใจถึงประโยชน์ของการตรวจเอชไอวีก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ตระหนักถึงความรุนแรงจากเชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งในกรณีที่ติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ตลอดจนการรับมือกับภาวะทางจิตใจต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งเราได้รวบรวมไว้ให้อย่างครอบคลุมดังต่อไปนี้

  • ช่วยให้ทราบสถานะเลือดได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้แสดงอาการ ลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
  • ช่วยให้รับการรักษาได้อย่างทันทีท่วงที อาการไม่ลุกลามเข้าสู่ขั้นรุนแรง สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับเชื้อเอชไอวีได้อย่างปกติ
  • สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและสร้างการตระหนักรู้มากยิ่งขึ้น
  • ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีเพิ่มมากขึ้น
  • สามารถวางแผนการใช้ชีวิตคู่ได้อย่างเหมาะสม
  • สามารถวางแผนป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูกได้

ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์และข้อดีจากการตรวจเอชไอวีเป็นประจำ แนะนำว่าควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี เพื่อเป็นการอัปเดตสุขภาพร่างกายให้พร้อมเสมอ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด และทานอาหารที่มีประโยชน์ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่านอกจากเชื้อไวรัสเอชไอวีแล้วยังห่างไกลจากโรคอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ทางเลือกใหม่ ใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง มั่นใจผลตรวจ 99%

จากความรู้ข้างต้นที่ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการตรวจเอชไอวี หลายคนอาจมีปัจจัยและความจำเป็นที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจ ณ สถานพยาบาลเท่าใดนัก เนื่องจากไม่ว่างจากการทำงาน ไม่สะดวกต่อการให้ข้อมูลส่วนตัว ต้องการทราบผลด้วยตนเองแบบเป็นส่วนตัวมาก ๆ รวมถึงต้องการตรวจอย่างรวดเร็ว คุณสามารถเลือกใช้วิธีที่สะดวกและง่ายดายมากขึ้น ด้วยการสั่งซื้อหรือซื้อจากร้านขายยาตัวแทนจำหน่ายทั่วไป โดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบเจาะเลือดจากปลายนิ้ว รวมถึงแบบตรวจจากน้ำลาย ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองหันมาใช้รูปแบบการตรวจด้วยเลือดกันมากขึ้น สาเหตุสำคัญก็เพราะมีความแม่นยำมากกว่า ตลอดจนอัตราความคลาดเคลื่อนของผลการตรวจน้อยกว่าอีกด้วย หากใครที่มองหาชุดตรวจที่ได้มาตรฐานจากสากล เราขอแนะนำ ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง INSTI ผู้นำด้านการผลิตชุดตรวจโรคและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากแคนาดา ที่ได้ผ่านการรับรองจากองค์กรสากลระดับโลกอย่างเป็นทางการ จึงมั่นใจได้ว่าชุดตรวจมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ 100%

ทำไมการตรวจเอชไอวีเป็นประจำจึงเป็นเรื่องที่ง่ายและดีต่อตนเอง

การตรวจเอชไอวีในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่โรคเอดส์เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาที่ผ่านไปการคิดค้นแนวทางการรักษาให้หายขาดยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดวงการแพทย์สามารถรักษาให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อได้อย่างปกติ ทั้งนี้ยังมีการคิดค้นชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้ง่ายในราคาที่จับต้องได้ มีการออกแบบให้ใช้งานได้สะดวกเข้าใจง่าย ดังนั้นการตรวจเอชไอวีเป็นประจำจึงส่งผลดีต่อการป้องกันที่ดีที่สุด กรณีที่พบเชื้อเร็วก็ส่งผลดีต่อการรักษาที่เร็วด้วยเช่นกัน ตลอดจนเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนหรือบุคคลอื่นได้อีกด้วย

ข้อดีของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองที่ทุกคนควรทราบ

การใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก โดยการคัดกรองเบื้องต้นที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ผู้ตรวจจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจ การรับมือกับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนการป้องกันที่ถูกต้อง ซึ่งเราได้รวบรวมข้อดีของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมาให้เข้าใจง่ายดังนี้

ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองสามารถตรวจด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ  

หลายคนมองว่าการตรวจเอชไอวีเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรตรวจเท่าไหร่ เนื่องจากอาจถูกคนรอบข้างมองว่าตนมีความเสี่ยง ไม่มีความเป็นส่วนตัว และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดต่าง ๆ ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการตรวจด้วยชุดตรวจเอชไอวีนั้น จะทำให้สิ่งที่กังวลเหล่านี้หายไปได้ เพราะคุณสามารถสั่งซื้อจากตัวแทนจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ หรือ เลือกซื้อได้ง่าย ๆ ในร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต สามารถเทียบได้กับการซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ที่ทราบผลได้เบื้องต้นแบบรวดเร็ว และออกแบบมาให้ตรวจเองได้โดยไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน

ทราบผลได้รวดเร็วสูงสุดเพียง 1 นาทีเท่านั้น

ความเร็วที่มาพร้อมกับความแม่นยำกว่า 99% ของชุดตรวจ ทำให้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองมีข้อดีที่หลาย ๆ ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนยุคใหม่เป็นอย่างดี ด้วยความล่าช้าที่เกิดจากการเดินทางไปยังสถานพยาบาลต้องใช้ระยะเวลา และการตรวจที่ต้องรอผลหลายวัน ดังนั้นการใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้กัน

ทราบผลเบื้องต้นก่อนการตรวจยืนยันจากแพทย์

กรณีที่ผู้ตรวจต้องการทราบผลก่อนการตรวจยืนยันจากสถานพยาบาล การเลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นการลดความกังวลจากความเสี่ยงได้ เพราะหลายคนมีความเครียดและไม่สบายใจหากผ่านความเสี่ยงต่อการติดเอชไอวีมาไม่นาน ทั้งนี้เพื่อให้การตรวจมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ตรวจควรตรวจสอบระยะเวลาในการตรวจให้ดี แนะนำให้นับจากความเสี่ยงครั้งสุดท้าย 2- 4 สัปดาห์ หรือผ่านระยะการฟักตัวมาแล้วนั่นเอง

จากเนื้อหาข้างต้นซึ่งได้รวบรวมเกี่ยวกับข้อดีและความเหมาะสมในการใช้งาน ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง หากผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดของตนเอง ทำความเข้าใจข้อดีประกอบการตัดสินใจ ควบคู่ไปกับการเลือกชุดตรวจที่ได้มาตรฐานการรับรอง ย่อมส่งผลดีต่อการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรตระหนักไว้เสมอว่าเอชไอวีคือหน่ึึ่งในไวรัสที่สามารถรักษาและใช้ชีวิตร่วมได้อย่างปกติ หากทราบว่าตนติดเชื้อได้เร็วที่สุด ดังนั้นการตรวจเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอคือสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผลตรวจพบว่าติดเชื้อควรเข้ารับการตรวจยืนยันโดยแพทย์อีกครั้งเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที